<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-2333564724519959606</id><updated>2011-04-21T12:44:39.728-07:00</updated><title type='text'>สรุปย่อรายวิชาที่เรียนแล้วของ MPE16</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://kaewkerd.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2333564724519959606/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaewkerd.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>ตรัยรัตน์ แก้วเกิด</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04836047754532497609</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://2.bp.blogspot.com/_NU-332ak8BY/SYJZSrnvqlI/AAAAAAAAC2s/vqm86ALf3zE/S220/IMG_1144.JPG'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>6</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2333564724519959606.post-5712914130035531659</id><published>2008-12-21T13:56:00.000-08:00</published><updated>2008-12-21T13:58:29.624-08:00</updated><title type='text'>6. ประเด็นที่สนใจใน รม.621</title><content type='html'>ในวิชา รม.621 “การเมืองการปกครองไทย” ประเด็นที่ผมสนใจ คือประเด็น ของ “อำนาจเศรษฐกิจกับการเมืองไทย” สามารถช่วยให้ ประชาธิปไตย พัฒนา ได้อย่างไร&lt;br /&gt;ระบบอบประชาธิปไตย ทุนนิยม และ เสรีนิยม เป็นสิ่งที่เติบโตไปด้วยกัน และ ระบบทุนนิยม มักก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ ความเป็นปัจเจกชน ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยหลักของสังคม ในระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ย่อมไม่เกิดขึ้น เนื่องจากปัจเจกชน ต้องเป็นอิสระไม่พึ่งพาใคร จึงจะมีอิสระต่อความคิด และการตัดสินใจ และถ้าประชาชนไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ความเป็นอิสระจะลดลง ต้องพึ่งพานายทุน ทำให้ผู้นำที่ฉลาด สามารถดึงดูด คนยากจน โดยการให้ทรัพย์สินและ ความช่วยเหลือคนจึงมองว่า เศรษกิจ แบบทุนนิยม เป็น ตัวบั่นทอนระบบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม&lt;br /&gt;เจเรมี เบนแทรม ผู้เผยแพร่ ลัทธิประโยชน์นิยม (utilitarianism) ซึ่งมาจากพื้นฐานคำอธิบายลัทธิเสรีนิยมใน ศตวรรษที่ 19 ของ อดัม สมิท นักคิดในกลุ่ม คลาสสิก เคยใช้หลักประโยชน์นี้เรียกร้องเสรีภาพทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะมาแล้ว เห็นว่าเสรีภาพของปัจเจกชนเป็นสิ่งสำคัญ และ ถือว่ามนุษย์ควรมีเสรีภาพเพราะจะทำให้มนุษย์ ได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งต่างกับ แนวการอธิบายเดิมตามหลัก เหตุผลนิยม(rationalism) ของ จอห์น ลอค ที่ว่า อิสรภาพและเสรีภาพเป็นสิทธิมูลฐานของมนุษย์ สิทธินี้เกิดมาจากความเป็นผู้เป็นเหตุผลของมนุษย์ เบนแทรม มีความเห็นว่า รัฐทีดีควรเป็นประชาธิปไตย เพราะรัฐประชาธิปไตยรัฐบาลเป็นรัฐบาลของประชาชน เนื่องจากประชาชนเป็นผู้รู้ดีที่สุดว่าสิ่งใดจะนำความพอใจสูงสุดมาสู่เขา ในด้านเศรษฐกิจ เบนแทรมเสนอให้ปัจเจกชนมีสิทธิประกอบกิจการเศรษฐกิจได้ตามใจชอบ ลัทธิเสรีนิยมบนพื้นฐานการอธิบายของเบนแทรมตามหลักแห่งประโยชน์ มีอิทธิพลอย่างมากต่อความคิดเศรษฐกิจการเมืองอังกฤษในศตวรรษที่ 19 และเป็นพื้นฐาน ความคิดทางเศรษฐกิจการเมืองของพรรคเสรีนิยมของอังกฤษ&lt;br /&gt;เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficient Economy)&lt;br /&gt;1. ความพอเหมาะพอควร&lt;br /&gt;2. ความมีเหตุมีผล ในการจัดการกับชีวิต ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจสังคมอย่างมีหลักวิชา&lt;br /&gt;3. การมีภูมิคุ้มกันที่ดี มัหลักประกันว่าสิ่งที่ทำจะมั่นคงยั่งยืน&lt;br /&gt;สามขั้นตอนแก้ปัญหาความยากจน (p.9-11)&lt;br /&gt;1. รอด (survive)&lt;br /&gt;2. พอเพียง (sufficient)&lt;br /&gt;3. ยั่งยืน (sustainable)&lt;br /&gt;เศรษฐกิขชุมชนถูกทำลาย&lt;br /&gt;หนี้ภาคครัวเรือน (แสนกว่าบาท)&lt;br /&gt;ดัชนีความสุขโลก (HPI:happy planet Index) อันดับที่ 32 จาก 178 ประเทศ&lt;br /&gt;กฎหมาย จริยธรรม และความพอเพียง รวมทั้งจารีต ประเพณี วิถีชีวิตของผู้คนที่เชื่อถือและถือกันมาเป็แนวปฏิบัติ&lt;br /&gt;การพัฒนาชุมชนอย่ายั่งยืน (p. 74,ตย.ลุงประยงค์ ผู้ได้รับรางวัล แมกไซไซเมื่อปี 2547)&lt;br /&gt;ตย.ผู้ใหญ่ วิบูลย์ เข็มเฉลิม (ห.๗๗, p8-9)&lt;br /&gt;ชุมชนเรียนรู้ชุมชนเข้มแข็ง&lt;br /&gt;ระบบดีมีพลัง สร้างความยั่งยืน&lt;br /&gt;สู้ด้วยยุทธศาสตร์ รบด้วยปัญญา ชนะด้วยความรู้&lt;br /&gt;ชุมชนเข้มแข็งความฝันกับความเป็นจริง&lt;br /&gt;การแก้ไขปัญหาความยากจน เพื่อสุขภาวะของปวงชน&lt;br /&gt;1. นโยบายการพัฒนาของรัฐ&lt;br /&gt;2. นโยบายของรัฐเพื่อแก้ปัญหาความยากจน&lt;br /&gt;3. แนวคิดและแนวปฏิบัติของชุมชน(p113, ตย.ผู้ใหญ่ วิบูลย์ เข็มเฉลิม, อินแปง, ไม้เรียง,&lt;br /&gt;4. เศรษฐกิจพอเพียง จุดเชื่อมต่อระหว่างแนวทางของรัฐ และ แนวทางของชุมชน&lt;br /&gt;5. ข้อเสนอเพื่อชุมชนแข็งแรง เมืองไทยแข็งแรง และผู้คนอยู่เย็นเป็นสุข&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2333564724519959606-5712914130035531659?l=kaewkerd.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kaewkerd.blogspot.com/feeds/5712914130035531659/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://kaewkerd.blogspot.com/2008/12/6-621.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2333564724519959606/posts/default/5712914130035531659'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2333564724519959606/posts/default/5712914130035531659'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaewkerd.blogspot.com/2008/12/6-621.html' title='6. ประเด็นที่สนใจใน รม.621'/><author><name>ตรัยรัตน์ แก้วเกิด</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04836047754532497609</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://2.bp.blogspot.com/_NU-332ak8BY/SYJZSrnvqlI/AAAAAAAAC2s/vqm86ALf3zE/S220/IMG_1144.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2333564724519959606.post-3531871015186838045</id><published>2008-12-21T13:50:00.000-08:00</published><updated>2008-12-21T13:52:50.990-08:00</updated><title type='text'>5. บริโภคนิยม (ส่วนหนึงของ รม.633)</title><content type='html'>แนวข้อสอบ  รม.633&lt;br /&gt;ลองตอบคำถามสั้นๆ&lt;br /&gt;1.            “บริโภคนิยม” คืออะไร?&lt;br /&gt;“บริโภคนิยม” เป็นคำที่ มีความหมายครอบคลุมมากกว่า การซื้อ การขาย สินค้า แต่รวมถึง วัฒนธรรม สังคม วิถีชิวิต การพักผ่อนหย่อนใจ บริโภคนิยม ไม่ใช่การหลงไหลฟุ้งเฟื้อในการบริโภค แต่เป็นการ นิยม หรือ ปรารถนา (desire) ในการบริโภค ก่อนศตวรรษที่ 18 บริโภค (consumption) ไม่ได้มีความหมายจำกัดอยู่เฉพาะในแวดวง การเมือง และ เศรษฐกิจเท่านั้นในศตวรรษที่ 17 ในทางการแพทย์ Consumption หมายถึง วัณโรค และ หมายถึงการเก็บภาษีของพาณิชยนิยม (mechanism) ซึ่งสังคมยุโรป และ พ่อค้า เริ่มใช้คำนี้ในราว ปี ค.ศ. 1663 ในศตวรรษที่ 18 การบริโภค (consumption) จึงเกิดคู่กับ การผลิต (production) จากการทำงบประมาณ (Budget)  เพื่อพิจารณาคาดการณ์การเสียภาษี ตามแนวคิดของ ฟิซิโอแครตส์ (Physiocrates) การบริโภคเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย ในสมัยโบราณ และ กฎหมายอนุญาติให้คนชั้นสูงเท่านั้นที่ สามารถบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย ชนชั้นล่างแม้มีเงินก็ ไม่อาจบริโภคได้ เพราะ กฎหมาย และ “ทุนทางวัฒนธรรม culture capital” ทีแต่ละชนชั้นมีไม่เท่ากัน เป็นตัวกำหนด รสนิยม และ ความรู้เกี่ยวกับสินค้าฟุ่มเฟือย การขยายตัวของการบริโภค ขยายตัวลงมาสู่ชนชั้นล่าง ชัดเจนในศตวรรษที่ 18 ที่เรียกได้ว่า “การปฏิวัติการบริโภค (Consumption Revolution)” มีการขยายตัวของร้านค้าพาณิชย์ การขยายตัวของเครดิต และ การโฆษณา โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 20 เป็นช่วงเวลาพิเศษของ การบริโภค เพราะการขยายตัวของระบบการผลิตครั้งละมากๆ หรือ เป็นโหลๆ ที่เรียกว่า mass production ทำให้สินค้ากระจายไปทุกชนชั้น ทำให้เกิด “สังคมบริโภค” ซึ่งในประวัติศาสตร์ก่อนหน้านั้นก็มีการผลิตครั้งละมากๆมาก่อน การผลิต เสื้อผ้า เช่น เบียร์&lt;br /&gt;2.            ความสัมพันธ์ระหว่างระหว่าง ” บริโภคนิยม (Consumerism)” กับ “ประชานิยม (Populism)”&lt;br /&gt;ในสายตาของนักธุรกิจ มองว่าการบริโภค ในสหรัฐอมเริกา นับแต่ทศวรรษ 1920 เป็นต้นมา เป็นกรอบคิดของ “สังคมนิยม” หัวใจสำคัญของการเผชิญหน้าระหว่าง ผู้ใช้แรงงาน แล บรรษัท กลไกของการบริโภคทั้งหมดอยู่ภายใต้ “ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ (Human Dignity)” การบริโภคดังกล่าวจึงเป็น “บริโภคนิยม (Consumerism)” ด้วยอุดมการณ์ของ “ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์” จึงทำให้  การบริโภคนิยม มีลักษณะเป็น “ประชานิยม (Populism)” ไปในตัว ในกรณีนี้ “ประชานิยม” ที่เชื่อมต่อกับ “บริโภคนิยม” เป็นกลไกในการจัดการให้ ชนชั้นแรงงานได้รับค่าแรงที่สูง เพื่อนำไปซื้อสินค้าที่ “จำเป็น” ภายใต้กรอบหรืออุดมการณ์ของ “ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์” ที่สร้างให้เกิดสำนึกแห่งความเท่าเทียมกัน เพื่อเป็น “มาตรฐานการครองชีพแบบอเมริกัน” นอกจากนี้ภายใต้ Social Security Act 1935 ซึ่งเป็นประกันสังคมของชนชั้นแรงงาน ว่าจะมีเงินใช้เมื่อยามแก่เฒ่า รัฐจึงมีบทบาทอย่างมากในการผลักดันให้ “การบริโภค” ซึ่งเป็น อาณาเขตของ “ประชาสังคม (Civil society) บรรลุเป้าหมายอย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลเป็นกรรมการในการตอบสนองความต้องการและแรงปรารถนา (desire) ของ “ปัจเจก (ส่วนบุคคล)” ที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับ Rationality  และ สุดท้ายก็นำไปสู่สิ่งที่มีคุณค่าต่อสังคม “สาธารณะประโยชน์ (Public bebefit)” ตามแนวคิดของ มองเดอร์วิลล์ (Bernard de Mandeville) ชาว ร็อตเตอร์ดาม (Rotterdam) ซึ่งผลงานของเขาเป็นงานที่ปราศจากอิทธิพลของ ศีลธรรม และ กรอบคิดของ คริสต์ศาสนา&lt;br /&gt;3.            บริโภคนิยม เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองหรือไม่? และ อย่างไร?&lt;br /&gt;อุดมการณ์ทางการเมือง เป็นรากฐานความคิดทางการเมืองว่าระบบที่ดีควรเป็นอย่างไร เป็นไปตามความเชื่อ อุดมการณ์ทางการเมือง แบบ เสรีนิยม (Liberalism) สังคมนิยม (Socialism) ทุนนิยม (capitalism) ฯลฯ&lt;br /&gt;        บริโภคนิยม (Consumerism) สามารถเป็นอุดมการณ์ที่เชื่อมโยงเข้ากับระบอบ การเมืองไม่ว่า จะเป็น เสรีนิยม สังคมนิยม หรือ ทุนนิยม ได้ทั้งสิ้น จึงเป็นอุดมการณ์ทางการเมือง&lt;br /&gt; ในปลายทศวรรษ 1920 ที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง (Great Depression) รูสเวลล์ ประธานาธิดีคนที่ 32 ของสหรัฐ ถึงกับประกาศโยบาย ที่เน้นการบริโภค ในตอนหาเสียงว่า “อนาคตไม่ใช่เรื่องของการผลิต แต่อยู่ที่การบริโภค” ตามนโยบายเศรษฐกิจแบบ เคนเซียน ที่ทำให้นักธุรกิจ อเมริกา หวาดวิตก ในการควบคุมราคาสินค้าภายใต้นโยบายของ รูสเวลล์ ซึ่งเป็นการแทรกแซงตลาด แต่ก็เป็นอุดมการณ์ที่ทำไปเพื่อ “สาธารณะประโยชน์” ซึ่งทำให้นักธุรกิจอเมริกัน มองว่าการ บริโภค หรือ บริโภคนิยม ในทศวรรษที่ 20 เป็นต้นมาเป็นกรอบคิดของกระแส “สังคมนิยม”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปี ค.ศ. 1930 สตาลิน ผูนำโซเวียต ก็เคยเร่งผลิตสินค้าฟุ่มเฟือย อย่าง แชมเปญ ให้ กรรมกรบริโภค เพื่อการมีชีวิตที่ดีหรูหราขึ้น (good life) ในยามภาวะเศรษกิจตกต่ำ ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเชื่อมโยงกับ ประชานิยม (populism)&lt;br /&gt;“6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทย” ของ รัฐบาล นายก สมัคร สุนทรเวช ก็เน้น บริโภคนิยม ด้วยการแทรกแซงตลาดทั้งสินค้าและบริการ เพื่อดูแล “สาธารณะประโยชน์” ของชนชั้นล่าง ซึ่งมีลักษณะเป็น “ประชานิยม”  แต่อย่างไรก็ตามกลไกทั้งหมดอยู่ภายใต้ “ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์”  ตามแนวคิดของ มองเดอร์วิลล์&lt;br /&gt;บริโภคนิยม ตามแนวคิดของ มองเดอร์วิลล์ ให้อรรถาธิบายว่า “การบริโภค” เป็นการจรรโลง ให้ผู้บริโภคมีแต่ “อัตตา” เพื่อประโยชน์ส่วนตน ในอาณาเขตประชาสังคม และในที่สุดก็กลับนำมาซึ่งคุณค่าทางสังคม หรือ “ประโยชน์สาธารณะ” การต่อสู้ของขบวนการ ผู้บริโภค ตลอดจน คุณภาพของสินค้า เพื่อการบริโภค จึงเป็ตัวขับเคลื่อนให้เกิด สถาบัน (Institution) ขึ้นมา เช่น เศรษฐศาสตร์ และโยง ศาสตร์นั้นๆ เข้ากับ ความเป็น รัฐประชาชาติ (National State) ซึ่ง นัก เศรษฐศาสตร์ อย่าง อัลเฟด มาร์แชลล์ (Alfred Marshall) เห็นว่า ร่างกาย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบริโภค นั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของ รัฐประชาชาติ&lt;br /&gt;ในปลายศตวรรษที่ 19-ถึงต้นศตวรรษที่ 20- การเมืองการบริโภค ให้ความสำคัญกับการพิทักษ์ผลประโยชน์ของการบริโภค ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ที่เฉพาะตัวสินค้า แต่พิทักษ์ผลประโยชน์ในเรื่องของเวลาด้วย เช่น การตอกบัตรเข้า-ออก ในการทำงาน การลาพักร้อน หรือ วันหยุด&lt;br /&gt;        การบริโภค ในอเมริกาเป็นเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democracy) จากการผลิตแบบครั้งละมากๆ หรือแบบเป็นโหลๆ (mass production) ทำให้คนชั้นกลาง และ ชั้นล่าง สามารถบนิโภคสินค้าได้เท่าเทียมกัน เพราะสินค้าที่เคยเป็นสินค้า ฟุ่มเฟือย เมื่อมีการผลิต ครั้งละมากๆก็ทำให้ต้นทุน แล ราคาขาย ลดลง ทำให้สินค้าฟุ่มเฟือยกลายเป็นสินค้าธรรมดา และ สินค้าความฟุ่มเฟือย กลายเป็นสินค้าจำเป็นไป &lt;br /&gt;4.            บริโภคนิยม นำมาเป็นอุดมการณ์ ทางการเมือง ของไทยได้หรือไม่ ? และ คิดว่ามีผลดี-ผลเสีย อย่างไร ต่อประเทศไทย?&lt;br /&gt;5.            ความสัมพันธ์ และ ผลกระทบ ของ “บริโภคนิยม” ต่อ ระบบเสรีประชาธิปไตย ปัจเจกชน (individual)  และ ประโยชน์สาธารณะ (public benefit)&lt;br /&gt;6.             มาตรการ รับวิกฤตน้ำมันของ รัฐบาล สมัคร สัมพันธ์ กับ กับอุดมการณ์ “บริโภคนิยม” อย่างไร?&lt;br /&gt;6 มาตรการ รับมือวิกฤตการณ์น้ำมัน ของรัฐบาล สมัคร ซึ่งมีผล 1 สิงหาคม 2551 นี้ คือ&lt;br /&gt;1.มาตรการลดภาษีน้ำสรรพสามิตน้ำมันทั้งดีเซล ก๊าซโซฮอลล์ ทั้ง 91 และ 95&lt;br /&gt;2.มาตรการชะลอปรับราคาก๊าซหุงต้ม&lt;br /&gt;3.มาตรการลดค่าใช้จ่ายน้ำประปาของครัวเรือน&lt;br /&gt;4.ลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าของครัวเรือน&lt;br /&gt;5.มาตรการลดค่าเดินทางรถโดยสารประจำทาง และ&lt;br /&gt;6.มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางรถไฟชั้น 3 โดยมาตรการดังกล่าวจะมีระยะเวลา&lt;br /&gt;                แนวความคิด ของ เบลลามี (Edward Bellamy) ใน Looking Backward เมื่อปี 1988 เชื่อว่า ความมั่คั่งของ ประเทศไม่ได้อยู่ที่ การผลิต (production) แต่อยู่ที่สิทธิในการบริโภค โดย การบริโภค เป็น “สิทธิของประชา (Civic Right)”  ซึ่งเป็นความหมายใหม่ของ “การบริโภค” ที่เชื่อมโยง การบริโภค เข้ากับ “การเมือง”  และ “ความเป็นพลเมือง (Citizenship)”&lt;br /&gt;ถ้าลองเปรียบเทียบเทียบดูจะเห็นว่า ปลายทศวรรษ 1920&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn1" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftn1" name="_ftnref1"&gt;[1]&lt;/a&gt; ที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างแรง (great depression) ประธานาธิบดี คนที่ 32 ของสหรัฐอเมริกา แฟรงคลิน รูสเลต์ (Franklin D. Roosevelt) ได้เข้ามามีบทบาทในการจัดการปัญหาเรื่องการบริโภค จากนโยบายหาเสียงคือ “อนาคตไม่ใช่เรื่องของการผลิต แต่อยู่ที่การบริโภค” ทำให้ถนนทุกสายมุ่งสู่การบริโภค ภายใต้การบริหารของ รูสเวลต์ ตามนโยบายของรัฐบาล แม้นักธุรกิจ อเมริกัน จะหวาดวิตกต่อ ต่อนโยบายเศรษฐกิจ แบบ เคนเซียน ที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงภาคเอกชน และกลัวระบบเศรษฐกิจไร้ประสิทธิภาพ และ ในสายตาของ&lt;br /&gt;นักธุรกิจอเมริกันนับแต่ ทศวรรษ 1920 เป็นต้นมา มองว่า การบริโภค เป็นกรอบคิดของกระแส “สังคมนิยม” ที่บรรษัทเผชิญหน้ากับ ผู้ใช้แรงงาน เนื่องจากมาตรการของ รูสเวลต์ ควบคุมราคาสินค้า ซึ่งเป็นการละเมิด กลไกของตลาดเสรี แต่ก็เป็นมาตรการณ์เพื่อ “สาธารณะประโยชน์”  และในขณะเดี่ยวกันก็มีการขึ้นค่าแรง เพื่อรักษาความสมดุลย์ไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้อเมริการักษา “ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์” (Human Dignity) โดยใช้กลไกการบริโภค การบริโภคของอเมริกันจึงเป็น “บริโภคนิยม” ด้วยอุดมการณ์ ของ”ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมษุษย์” ซึ่งทำให้บริโภคนิยมมีลักษณะเป็น “ประชานิยม” (Populism) ไปในตัว ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อ “ประชานิยม” กับ “บริโภคนิยม” เป็นกลไกในการจัดการให้ชนชั้นแรงงานได้รับค่าแรงที่สูง เพื่อนำไปซื้อสินค้าที่      ”จำเป็น” ภายใต้กรอบ “ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์” ที่ทำให้เกิดจิตสำนึกแห่งความเท่าเทียมกัน เพื่อเป็น “มาตฐานการครองชีพแบบอเมริกัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งในสถานะการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทย ประสบภาวะวิกฤต เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นของตลาดโลก ราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคที่มีแนวโน้มต้องขึ้นตามราคาน้ำมัน ทำให้ชนชั้นล่าง และชนชั้นกลาง ประสบปัญหาราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคแม้ในสิ่ง “จำเป็น” และ ปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัว ที่รัฐบาลที่ผ่านมาพยายามช่วยเหลือผู้ส่งออกเป็นหลัก (ซึ่งเป็นภาคการผลิต) การออก 6 มาตรการช่วยประชาชนเพื่อให้สามารถคงการ “บริโภค” สินค้าและบริการที่ “จำเป็น” ได้ นอกจากเป็นการแทรกแซงกลไกตลาด เพื่อ”ประโยชน์สาธารณะ”แล้ว ยังเป็นการชลอเงินเฟ้อ ของรัฐบาลจากการขึ้นราคาสินค้าบางรายการด้วย แม้ไม่อาจเทียบได้กับ “มาตรฐานแห่งการครองชีพอเมริกัน” แต่ก็เป็นการรักษาอุดมการณ์ของ “ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์” แม้บางคนอาจจะเชื่อมโยงไปกับ “ประชานิยม” (Populism) มาตรการระยะสั้น 6 เดือนของรัฐบาลอย่างน้อยก็ชลอความเดือดร้อนของชนชั้นล่าง ได้เช่นเดียวกับนโยบายของ รูสเวลต์ หลังส่งครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้มาตรฐานการแห่งการของชีพของอเมริกัน ดีกว่าคนยุโรป ในช่วงนั้น&lt;br /&gt;แม้ก่อนหน้านั้นไทยจะมีการนำอุดมการณ์เชิงการเมือง “เศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้ในช่วงรัฐบาล ที่มาจากรัฐประหาร 19 กันยา 2549 ที่ไม่สอดคล้องกับกับระบอบเสรีประชาธิปไตย ที่ต้องการความเท่าเทียกัน ของปัจเจก รวมทั้งศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ เพราะเศรษฐกิจพอเพียง ตามผลงานและข้อเขียนของ แอนดรูว์ วอล็กเกอร์ นักมนุษย์วิทยา จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ออสเตรีย (ANU) แสดงความเห็นประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นกรอบคิดแบบกำกับควบคุม มันเป็นการควบคุมพฤติกรรมของคน ทางศีลธรรม และ กรอบศาสนาว่าคนควรใช้ชีวิตอย่างไร มีทัศนที่เป็นลบ ติ่ การบริโภค ที่สังคมชั้นล่างเป็นอยู่ว่าฟุ่มเฟือย โลภ และสุ่มเสี่ยง โดยไม่ได้บอกว่า ชีวิตชนบทจริงๆเป็นเช่นไร เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเคริ่งมือทางการเมืองของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพื่อโจมตีโครงการต่างๆในรัฐบาล ทักษิณ วอล์กเกอร์ ได้ยกประเด็น ที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่งในแง่ของ สำนึกทางวัฒนธรรมและศีลธรรมดั้งเดิมของไทย ชุดหนึ่ง ที่มีอยู่ แล้วโยนลงไปที่สังคมชนบท เพื่อให้สอดคล้องกับ อุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียง ในขณะที่คนกรุงเทพฯ มีรถไฟไฟฟ้า ไปห้างสรรพสินค้า สยามพารากอน และ แทบจะไม่มีใครวิจารณ์หนี้บัตรเครดิตของคนในกรุงเทพฯ แต่การซื้อโทรศัพท์มือถือของคนชนบทกลับเป็นการไม่รู้จักพอเพียง ถูกกดดันด้านศีลธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นถึง “ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์” ในชนบทที่ถุกทำลาย จากการกำกับควบคุม ของอุดมการณ์ทางชนชั้น จึงมีคำถามตามมามากมาย ถึงการมี โทรทัศน์  การมีมือถือ การมีมอเตอร์ไซด์ การส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัย หรือ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ เป็นความพอเพียง หรือ ความฟุ่มเฟื่อย ของ “สังคมบริโภค” และ ความพอเพียงของคนในเมือง กับ คนชนบท เท่ากันหรือไม่? มีอะไรเป็นตัวชี้วัดว่า ขนาดไหนคือความพอพียง ขนาดไหนที่เกินความพอเพียง ซึ่งเหมือนในช่วงศตวรรษที่19 ที่ชนชั้นสูงของอังกฤษใช้ การแต่งตัวที่เรียบง่าย และ ความประหยัด เน้นความขยันหมั่นเพียร ไม่ทำตัวฟู่ฟ่าหรูหรา เป็นทางผ่านแห่งกลไกทางอำนาจไปสู่ชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง โดยใช้สำนึกเรื่องความพอเพียงซึ่งเป็นสำนึกของการแสดงสถานะ ซึ่งเป็นค่านิยมที่ปฏิเสธ “วิถีชีวิต และ ความคิด แบบพ่อค้า”&lt;br /&gt;สุดท้าย “เศรษฐกิจพอเพียง” ก็ถูกใช้เป็นภาษาที่ยังประโยชน์ให้กับผู้รู้จักใช้ประโยชน์ของภาษา เช่น ในการของบประมาณ หรือ การขอความช่วยเหลือจาก รัฐบาลและนัก การเมือง เพราะ”เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นชื่อ หรือ สัญลักษณ์ ที่สร้างโดยพระมหากษัตริย์ ที่ไม่อาจปฏิเสธ ทั้งที่หลายโครงการไม่ได้แสดงความพอเพียงแต่อย่างใด แต่เป็นสิ่งที่ “จำเป็น” ที่ไม่อาจแยกได้จากสิ่ง “ฟุ่มเฟือย” ให้ชัดเจนได้ สุดท้าย เศรษฐกิจพอเพียง ก็จะเป็นคำทั่วไปที่ไม่ได้มีความหมาย หรืออุดมการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น และ ค่อยๆสูญหายไป เพราะในนับแต่โบราณจนถึง ศตวรรษที่ 18 “ ความหรูหราฟุ่มเฟือย” กับ คำว่า “พอเพียง” เป็นสองคำที่หาคำอธิบายให้ชัดเจนได้ยาก ทั้งสองคำจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการโจมตี ฝ่ายตรงข้าม หรือ คู่ต่อสู้ หรือเป็นเครื่องมือ ของชนชั้น&lt;br /&gt;ดังนั้นเศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติอาจสวนทางกับความเป็นจริงที่ต้องการ ของรัฐบาล ที่ต้องการลดแรงกดดันของรัฐบาลลงในแง่งบประมาณสำหรับการพัฒนาชนบท โดยให้ประชาชนรู้จักพึ่งตัวเองอย่างพอเพียง จึงขึ้นอยู่กับว่าใครจะนำ เศรษฐกิจพอเพียง ไปหาประโยชน์ได้อย่างไร&lt;br /&gt;                สรุปได้ว่าชนชั้นกลางและล่าง ในรัฐประชาชาติ ของไทย แม้จะมีเสรีภาพในทางการเมืองมากขึ้น และไม่ต้องการการแทรกแซงของรัฐ และ ให้ความสำคัญกับปัจเจกชน ตามแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Neoliberal) แต่ในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจเช่นนี้ ความต้องการ “การบริโภคของสาธาณะ” ซึ่งเป็นความต้องการของปัจเจก จึงทำให้ความเป็นปัจเจก กับ สาธารณะ แยกกันไม่ออก ในแง่ของการบริโภค แม้รัฐจะต้องแบกภาระเรื่อง การบริโภค ตาม 6 มาตรากร ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทย แต่ก็เป็นการสร้างความเท่าเทียม สิทธิประชา (Civil right) และ “ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์”  (Human dignity) ให้แก่ ปัจเจก ในระบอบเสรีประชาธิปไตย ของไทย ที่โยงการ บริโภค เข้ากับ มิติทางสังคม เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรมการเมืองของไทย ในสภาวะการมา และ การไล่ล่า ของ “สังคมบริโภค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.            จงอธิบาย บริโภคนิยม กับ เศรษฐกิจพอเพียง ในสถานะของ อุดมการ์ทางการเมือง&lt;br /&gt;บริโภคนิยม และ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นอุดมการณ์ทางการเมือง ที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เพราะการบริโภค ไม่ได้เป็นเรื่องของ ความพอเพียง เพราะจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มนุษย์ยังไม่เคยมีความพอเพียง&lt;br /&gt;เศรษฐกิจพอเพียง ในสมัยกรีกก็มีแนวคิดที่ว่า “ความหรูหราฟุ่มเฟือย” เป็การแสดงถึงความอ่อนแอ หรือ การกินที่มากเกินไปก็ยังกินความถึงความอ่อน และความนุ่มนวล เป็นสภาวะที่ไม่สามารถปกครองตนเองได้ เป็นการแสดงถึง ความขี้ขาดตาขาว ซึ่งชนชั้นสูงถือเป็นลักาณะของช่างฝีมือและพ่อค้า ในขณะที่ โรมันก็ไม่ต่างจากกรีกโบราณนัก เพราะ “ความฟุ่มเฟือย (Luxuria)” ในแนวคิดของโรมแสดงนัย ของการทุจริตคดโกง ความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล ตามกรอบความคิดของโรมัน การกระเหม็ดกระแหม่ ไม่ฟุ่มเฟือย เป็นจริยธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของโรมัน&lt;br /&gt;เศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของ พระเจ้าอยู่หัว ตามมุมมองของ แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ วิพากษ์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ว่าเป็นเพียงฐานะที่เป็นเครื่องมือเชิงอุดมการณ์ทางการเมือง ของชนชั้น ซึ่งขัดกับหลักเสรีประชาธิปไตย เพราะเป็นเพียงวิธีคิดแบบกำกับควบคุม มันเป็นการควบคุมพฤติกรรมคม โดยเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้บอกว่าชีวิตชนบทจริงๆเป็นอย่างไร ทว่ามันเป็นระบบกำกับควบคุมทางศีลธรรมว่าคนควรจะใช้ชีวิตอย่างไร เศรษฐกิจพอเพียง ถูกใช้ไปในทางการเมือง เพื่อโจมตีโครงการ “ประชานิยม” ของ รัฐบาล นายก ทักษิณ เช่น กองทุนหมู่บ้าน โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) และ หลายโครงการ “ประชานิยม” ของรัฐบาลทักษิณ ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น เศรษฐกิจพอเพียง&lt;br /&gt;(ดูบทความสรุปของ วอล์กเกอร์)&lt;br /&gt;8.            จง วิพากษ์ “บริโภคนิยม” ในมิติทางสังคม วัฒนธรรม และ เศรษฐกิจในการเมืองไทย&lt;br /&gt;“บริโภคนิยม” ในช่วง ศตวรรษที่ 18 ถึง ศตวรรษที่ 21 สิ่งสำคัญในการบริโภค คือการแสวงหาสิ่งของต่างๆ ที่ทำให้ผู้แสวงหามีความสุข ความสุขจึงเกิดจากการ”ไล่ล่า” หรือ จากการได้ “กระทำ” มากว่าการครอบครอง เช่น การดื่มสุรานั้นไม่น่าอภิรมณ์เท่ากับ บรรยากาศในการดามสุรา หรือ ตัวละครเอก ในอุปรากร ของ โมสาร์ต ...... ความสุขจึงอยู่ที่ได้มีแรงปรารถนา (desire) ต่อไปเรื่อยๆ สภวะของการบริโภคจึงอยู่ที่กระบวนการมากว่า เป้าหมาย (ดู sheet สรุปหน้าที่ 21 )&lt;br /&gt;                การไล่ล่าสังคมบริโภค ยังไม่มีที่สิ้นสุดเปรียบเหมือนแรงปรารถนา (Desire) ที่ไม่มีวันได้รับการตอบสนอง ในทางทฤษฎี การมาของ “สังคมบริโภค” เป็นเพียงการบ่งชี้ หรือ การแสวงหา สภาวะใหม่ๆ โดยผ่นทาง ประวัติศาสตร์ของสังคม (Social history) ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ (Economic history) ประวัติศาสตร์วัฒนะรรม (Cultural History) การบริโภค จึงไม่ได้เป็นเรื่องความพอเพียง .....(ดู Sheet สรุป หน่ 22)&lt;br /&gt;จาก Voltaire ที่ว่า “Do not therefore, with simplicity, call virtue that which was poverty.”&lt;br /&gt;“ ดังนั้น ความเรียบง่ายที่เรียกว่าความดี หรือ ศีลธรรมนั้น ก็คือความยากจนนั่นเอง”&lt;br /&gt;&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn1" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftnref1" name="_ftn1"&gt;[1]&lt;/a&gt; สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (&lt;a title="ภาษาอังกฤษ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9"&gt;อังกฤษ&lt;/a&gt;: World War I หรือ First World War) เป็น&lt;a title="สงคราม" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1"&gt;สงคราม&lt;/a&gt;ที่เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1914 - 1918&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2333564724519959606-3531871015186838045?l=kaewkerd.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kaewkerd.blogspot.com/feeds/3531871015186838045/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://kaewkerd.blogspot.com/2008/12/5-633.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2333564724519959606/posts/default/3531871015186838045'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2333564724519959606/posts/default/3531871015186838045'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaewkerd.blogspot.com/2008/12/5-633.html' title='5. บริโภคนิยม (ส่วนหนึงของ รม.633)'/><author><name>ตรัยรัตน์ แก้วเกิด</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04836047754532497609</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://2.bp.blogspot.com/_NU-332ak8BY/SYJZSrnvqlI/AAAAAAAAC2s/vqm86ALf3zE/S220/IMG_1144.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2333564724519959606.post-703182411641214919</id><published>2008-12-20T23:00:00.001-08:00</published><updated>2008-12-20T23:32:17.178-08:00</updated><title type='text'>4.แนวข้อสอบ-รัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมือง</title><content type='html'>แนวตอบข้อสอบ&lt;br /&gt;๑.ชมิทท์ ใน ศตวรรษที่ 19 มองว่า ประชาธิปไตย (Democracy) พร้อมจะเป็นพันธมิตรกับอะไรและใครก็ได้ ไม่ว่า เสรีนิยม, สังคมนิยม, ปฎิวัติ, สะท้อนให้เห็นว่า ประชาธิปไตยเป็นแค่รูปแบบทางองค์กรที่ปราศจากเนื้อหาทางการเมืองที่ชัดเจน ชมิทท์ มองว่า ประชาธิปไตย ทำให้ระบบรัฐสภาล้มเหลว ชมิทท์ ไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีการเมืองของระบอบเสรีนิยม โดยเฉพาะ ทฤษฎีการเมืองแบบพหุนิยม (Pluralisms) โดยให้ความเห็นว่าคลุมเครือและมีปัญหา โดยเฉพาะ โดยเฉพาะในแง่ที่มันมุ่งโดยตรงที่มุ่งต่อต้านความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของรัฐ (ฌอง โบแดง  เห็นว่า Pluralization of Sovereignty ไม่สามารถแบ่งแยกได้ แต่ Pierre Rosanvallon เห็นว่าสามารถแบ่งได้เพื่อนำสู่ความสมดุลย์ ที่ควบคุมซึ่งกันและกัน)&lt;br /&gt;Liberal Democracy หรือ เสรีประชาธิปไตย เสรีภาพย่อมนำมาซึ่งความขัดแย้ง เพราะเสรีภาพเป็นเรื่องของปัจเจกชน ดังนั้นความขัดแย้งที่เป็นส่วนรวม จึงต้องตัดสินใจด้วยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน โดยไม่ละเมิดหลักการของ Liberal แต่เสียงส่วนใหญ่ไม่สามาถใช้ในการตัดสินใจได้ทุกเรื่อง เช่น การไว้หนวด การนับถือศาสนา ไม่เกี่ยวกับประชาธิปไตย เพราะ ฮ็อบบ(Thomas Hobbes) เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับ เสรีภาพ แต่มนุษย์สละ เสรีภาพบางส่วนให้ องค์อธิปัตย์ (รัฐ หรือ ผู้ปกครอง)และ มองการแก้ปัญหาของ คนด้วยการเคารพในสัญญาประชาคม(Social Contract) รัฐต้องปกครองด้วยกฎหมาย หรือ The Rule of Law&lt;br /&gt;๒.  ชมิทท์ มองว่าการเมือง (Political) คือ การแบ่งแยก มิตรและศัตรู หลัก หรือ หัวใจของ ชมิทท์ ในเรื่องนี้คือ การอธิบายศัตรูมากว่ามิตร โดยมองว่าจะรู้ว่าเราคือใครก็ต่อเมื่อรู้ว่าศัตรูคืออะไร และ คือใครก่อน (ศัตรูของ ชมิทท์ ไปใช่เรื่องของความเกลียดชังระหว่างบุคคล) ศัตรูจะดำรงอยู่ก็ต่อเมื่อ เกิด หรือมีแนวโน้มว่าจะเกิด การต่อสู้ ระหว่างประชาชน สอง กลุ่ม ขึ้นไป และเป็นศัตรูของสาธารณะ ไม่ใช่ส่วนบุคคล รัฐประชาชาติ สมัยใหม่ มีความซับซ้อนมากขึ้น คำว่าศัตรูของ ชมิทท์ ก็ไม่ง่ายต่อการที่จะบอกว่าศัตรูคืออะไร ศัตรูคือใคร เช่น กรณีก่อการร้าย หรือ กรณี 9/11 หรือ การณสงคราม อิรัค ความคลุมเครือว่าศัตรูที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ เป็นนามธรรม หรือ การบอกว่าศัตรูคือใคร เพราะถ้าบอกว่าศัตรูคือผู้ก่อการร้าย แต่ยากที่จะชี้ชัดว่าใครคือผู้ก่อการร้าย เพราะคำว่าผู้ก่อการร้ายก็คลุมเรือ&lt;br /&gt;๓. ชมิทท์ อธิบายการโต้แย้งว่าอะไรคือความถูกต้องและ ยุติธรรมของการปฏิวัติรัฐประหาร ว่า องค์อธิปัตย์ (Sovereignty) เท่าน้น ที่จะมีอำนาจบอกว่าอะไรคือความถูกต้องหรือความยุติธรรมได้ คือ ยกอำนาจของประชาชนให้แก่รัฐ แล้วองค์อธิปัตย์ คือใครก็ตามที่ทำหน้าที่ตัดสินใจ (Decision) ว่าอะไรคือประโยชน์แห่งสาธารณะ หรื อะไรคือประโยชน์ ของรัฐ อะไรคือความสงบสุขและความปลอดภัยของส่วนรวม ใน สถานะการพิเศษ (Exceptional Situation) ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อการดำรงคงอยู่ของรัฐ ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ ดังนันสำหรับ ชมิทท์ องค์อธิปัติย์ ไม่ได้อยู่ภายใต้ของตัวบทกฎหมายใด ความชอบธรรมขององค์อธิปัติย์ ก็ไม่ได้มาจากความชอบธรรมตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ฉะนั้นองค์อธิปัติจึงไม่จำเป็นต้องมาจากประชาชน เช่น การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ของ คมช.&lt;br /&gt;๔. แนวคิด เชิง สัมพันธภาพทางอำนาจ (Relationship Power) ที่ไม่ลงตัวในหมู่ชั้นนำ (Elite) และ สัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างชนชั้นนำ กับ ประชาชน ความไม่ลงตัวในหมู่ชั้นนำ คืออำนาจทุนนิยมในทางการเมือง ที่เป็นเรื่องของทุนขนาดใหญ่ และ ทุนข้ามชาติ ซึ่งจะเห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องของ ทุนนิยม (Capitalism); สัมพันธภาพทางอำนาจ ระหว่างพระราชอำนาจ (Royal Prerogative) กับ สถบันอื่นๆในสังคมการเมือง (Political Society) (เกษียร)&lt;br /&gt;๕. วัฒนธรรมทางการเมืองกระแสหลัก ให้ความสำคัญกับ “คนดี” มากกว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชน และ หลักการเสรีประชาธิปไตย (เกษียร)&lt;br /&gt;๖. ประชาธิปไตย (Democracy) คืออะไร?&lt;br /&gt;๗. รัฐ (State) คือ สังคมมนุษย์ ที่มีระเบียบในการปกครอง มีดินแดนเป็นที่อยู่อาศัยแน่นอน อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลที่มีอิสระ ละ มีอำนาจบังคับบัญชาประชาชนที่อยู่ในดินแดนนั้น ดังนั้น รัฐต้องประกอบด้วย&lt;br /&gt;1)      ประชากร (Population) เป็นเงื่อนไขสำคัญในการปรากฎตัวของรัฐ และต้องมีจำนวนพอสมควร ประชากร จึงเป็นกลุ่มคนที่ถูกจัดตั้งอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ       &lt;br /&gt;2) ดินแดน หรือ อาณาเขต (Territory) ต้องมีอณาเขตที่แน่นอน แต่ดินแดนของรัฐก็อาจเปลี่ยนแปลงได้รวมถึง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone)         &lt;br /&gt;3) รัฐบาล (Government) รัฐจำเป็นต้องมีรัฐบาลเพื่อทำหน้าที่ในการบริหารกิจการของรัฐ                  &lt;br /&gt;4) อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) คือ “อำนาสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งเป็นอำนาจที่จะใช้บังคับให้ประชาชนภายในรัฐปฏิบัติ หรืองดเว้นการปฏิบัติ และ ยังใช้ในการอ้างสิทธิเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มอำนาจอื่นๆ เข้ามามีอำนาจเหนือพื้นที่ที่รฐนั้นๆ อ้างอธิปไตยอยู่” เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของการเป็น “รัฐ” ถือว่าเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เช่น อำนาจกำหนดให้ประชาชนต้องเสียภาษี&lt;br /&gt;ก. อำนาจอธิปไตยภายใน หมายถึงอำนาจสูง ในการปกครองประชาชนภายในรัฐ;   &lt;br /&gt;ข. อำนาจอธิปไตยภายนอก ความเป็นอิสระของรัฐ โดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุม หรือ แทรกแซงโดยรัฐอื่ โดยการที่รัฐนั้นจะดำเนินการบริหารปะเทศของตนหรือกำหนดนโยบายทั้งในและนอกประเทศโดยอิสระ&lt;br /&gt;๘. เสรีนิยม (Liberalism) คืออะไร&lt;br /&gt;๙. รัฐธรรมนูญ (Constitution) คืออะไร&lt;br /&gt;๑๐. อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) คืออะไร&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn1" href="http://www.blogger.com/post-edit.g?blogID=2333564724519959606&amp;amp;postID=703182411641214919#_ftn1" name="_ftnref1"&gt;[1]&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;๑๑. สภาบันทางการเมือง (Political Institution) คือ สถาบัน ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ในการปกครองของรัฐ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ หรือแนวนโยบายของรัฐ&lt;br /&gt;๑๒. รัฐประชาชาติ (The National State) ความยุ่งยากของระบบศักดินา (Feudalism) และ การล้มเหลวของสถาบันทางศาสนา ซึ่งเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง เป็นผลทำให้เกิดการปฏิรูปไปสู่การปกครอง แบบ รัฐประชาชาติ&lt;br /&gt;๑๓. ลัทธิปัจเจกนิยม (Individualism) มีหลักว่า รัฐบาลที่ดี เป็นรัฐบาลที่ปกครองน้อยที่สุด ตัวอย่างที่ดีคือ สหรัฐอเมริกา ประชาชนสามารถดำเนินชีวิต โดยไม่ต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล และ ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ในความควบคุมของสังคม The Bill of Rights เป็นกฎหมายมหาชนและได้กลายมาเป็นหลัการของรัฐธรรมนูญสหรัฐ&lt;br /&gt;๑๔.&lt;br /&gt;1.  Thomas Hobbes (1588-1679) ศตวรรษที่ 16-17 ชาวอังกฤษ เห็นว่าธรรมชาติของมนุษย์ เห็นแก่ตัว และ ไม่ไว้วางใจกัน จึงต้องมาตกลงกันทำสัญญาเข้าเป็นสังคม เพื่ออยู่รวมกันอย่างสันติ เป็นสัญญาประชาคม ยอมสละ  สิทธิ ที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้นให้แก่ผู้ปกครอง ดังนั้นในความเห็นของ Hobbes สังคมเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น&lt;br /&gt;2. John Locke (1632-1704) ศตวรรษที่ 17-18 ชาวอังกฤษ มองต่างจาก Hobbes คือ มนุษญ์ธรรมชาติแล้ว ก่อนมารวมเป็นสังคม มีความสงบ และ จิตใจดี และ เชื่อว่ามนุษย์สามารถรวมอยู่ด้วยกันได้ได้ไม่ต้องมีการรวมกันทางปกครอง และมองว่ามนุษย์ต้องการความคุ้มครองในสิทธิและเสรีภาพให้ดียิ่งขึ้น และ การอยู่ตามธรรมชาติย่อมมีอันตราย เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของสังคม มนุษย์จึงเข้าทำสัญญากัน และ จัดตั้งรัฐบาลขึ้นปกครอง และ รักษาความยุติธรรม ในรูปของ สัญญาประชาคม (Social Contract) ; Locke เสนอ อำนาจการปกครองควรแกเป็น ๓ หน้าที่คือ ๑.นิติบัญญัติ ๒.  ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยฝ่ายปกครอง และ ศาล เป็น ฝ่ายบริหาร และ ตุลาการ ๓. การทำความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทฤษฎีของ Locke ก่อให้กิดหลักใหญ่ ๒ ประการคือ&lt;br /&gt;            ๑. ผู้ปกครอง หรือ รัฐบาล ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งความเห็นชอบ ยินยอมของผู้ใต้ปกครอง หรือ ประชาน;                        ๒. ประชาชนมีสิทธิในการปฏิบัติต่ออธิปัติผู้ใช้อำนาจไม่ถูกต้อง หรือทำไปโดลพละการ ซึ่งสิทธิดังกล่าวถือเป็นสิทธิสมบูรณ์ของประชาชน&lt;br /&gt;หลังทั้งสองประการของ Locke นี้ ได้มีการนำไปประกาศใน Declaration of Independence และ ปรากฎหลักนี้ใน รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;3. Jean Jacques Rousseau (1712-1778) ศตวรรษ ที่ 18 ชาว ฝรั่งเศส คล้าย Locke แต่ รุสโซ มองว่าการตกลงเข้าทำสัญญากันนั้น ไม่ได้ตกลงโอนสิทธิเสรีภาพ ขอตนให้แก่ผู้ใดจึงไม่ต้องมีใครต้องสูญเสียสิทธิ  ผู้ถืออำนาจปกครองนั้น ที่จริง คือ ผู้อยู่ใต้ปกครองทั้งปวงนั่นเอง  สถาบันทางการเมืองที่จัดตั้งโดยสัญญาประชาคม ปรากฎออกมาในรูปของเจตน์จำนงทั่วไป (general will) ในทัศนะของ รุสโซ ค้าน กับ มองเตสกิเออ เรื่องการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย รุสโซ ให้ความสำคัญกับ “เจตนาการณ์ร่วมกันของประชาชน” โดยให้ความสำคัญ การออกกฎหมายโดยเจตนาร่วมกัน มี สอง วิธี คือ ประชาชน ออกเอง หรือ มีผู้เสนอแล้วให้ประชามติ (referendum) อุดมคติแห่งประชาธิปไตยโดยตรง และ ทฤาฎีสัญญาประชาคม ของ รุสโซ มีอิทธิพลสูงมากในฝรั่งเศสและ สหรัฐอเมริกา  สำหรับความคิดของ รุสโซ เกี่ยวกับรัฐ ก็คือ รัฐ หรือ อำนาจอธิปไตย มาจากประชาชน ซึ่งค้านกับ สัญญาประชาคมของ Hobbes เพราะ แนวคืดของ Hobbes นำไปสู่ลัทธิเผด็จการในคราบของประชาธิปไตย ซึ่งประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ ก็คือระบบอบการปกครองแบบสังคมนิยม ในประเทศต่างๆนั่นเอง. &lt;br /&gt;รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐มาตรา 309-บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วครราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณี ดังกล่าวไมว่า ก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เป็น กฎหมายตามหลักกฎหมายอีกต่อไป เพราะเป็นการ รับรองความผิดที่เกิดในอนาคต หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่าชอบด้วยรฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;มาตรา ๓ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้น ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และ ศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้&lt;br /&gt;มาตร ๗ ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณี การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&lt;br /&gt;                                                            &lt;br /&gt;วิพากษ์ รัฐธรรมนูญ และ สถาบันการเมืองไทย&lt;br /&gt;๑.โครงสร้าง รัฐธรรมนูญ และ สถานันการเมืองไทย&lt;br /&gt;            ก. วิภาคโครงสร้าง รัฐธรรมนูญไทย&lt;br /&gt;1.       ที่มา (แนวความคิด หรือ ทฤษฎีทางการเมืองของใคร)&lt;br /&gt;2.       ข้อจำกัด (ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์)&lt;br /&gt;3.       ความคิดเห็น ต่อ รัฐธรรมนูญไทย และ อนาคตของรัฐธรรมนูญไทย&lt;br /&gt;ข.                  วิภาคสถานับการเมืองไทย&lt;br /&gt;a.       ที่มา (การเมือง คือ มิตรและ ศัตรู)&lt;br /&gt;b.       ข้อจำกัด&lt;br /&gt;c.       ความคิดเห็น&lt;br /&gt;ค.                  สรุป ความคิดเห็น และ วิพากษ์ รัฐธรรมนูญและ สถาบันการเมืองไทย และ อำนาจอธิปไตย ในกระแสโลกเสรีประชาธิปไตย&lt;br /&gt;วิพากษ์ รัฐะธรรมนูญและสถาบันการเมืองไทย&lt;br /&gt;โดย ตรัยรัตน์ แก้วเกิด MPE. 16&lt;br /&gt;ประเทศไทยเชื่อกันว่าเป็นประเทศที่มีการปกครองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ จากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็น ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข รวมได้ประมาณ เกือบ 76 ปี ไทยมีรัฐธรรมนูญถึง ฉบับ ซึ่งมีรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด ที่เป็นผลมาจาก การรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งเป็น อำนาจ อธิปัติย์ ล่าสุด ที่เกิด จาก exceptional situation โดยมี คมช. เป็น องค์อธิปัติย์ ชั่วคราว&lt;br /&gt;I. วิพากษ์ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย ปี ๒๕๕๐&lt;br /&gt;1.             ทีมาของ ระบอบการปกครองประชาธิไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย เกิดจากการยึดอำนาจของคณะราษฎ์ เพื่อลดทอน อำนาจของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเดิมเป็น องค์อธิปัตย์ (Sovereignty) หรือผู้มีอำนาจสูงสุด ลงมาอยู่ใต้ รัฐธรรมนูญ (Constitute) ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ในระบอบประชาธิไตย แทน เพื่อใช้เป็น ปทัสถานพื้นฐาน (Basic Norm)  ในการปกครองประเทศ คือการปกครองประเทศไทยจะเป็น นิติรัฐ หรือ การปกครองด้วยกฎหมาย (rule of law) ไม่ใช้การปกครองด้วยคน (rule of man) อีกต่อไป พระมหากษัตริย์ ใช้อำนาจอธิปไตย (Sovereign) ตามรัฐธรรมนูญ ผ่าน สถาบันทางการเมืองง ตามรัฐธรรมนูญ คือ สภานิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรี และ ตุลาการ โดยการเกี่ยวโยงกลับไปหาประชาชน ซึ่งเป็นไปตาม ทฤษฎีอำนาจอธิปไตย ของ ฌอง โบแดง (Jean Bodin) ว่าอำนาจอธิปไตย อยู่ในมือของรัฐ ในรูปแบบใด ผู้นั้นก็เป็นผู้ใช้อำนาจ อธิปไตย เช่น ระบบ สมบูรณาญาสิทธิราช กษัตริย์ ก็เป็น องค์อธิปไตย ถ้าเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตร์เป็นประมุข กษัตริย์ ก็ยังคงใช้อำนาจ อธิปไตย ที่เชื่อกันว่าเป็นของ หรือมาจาก ประชาชน โดยผ่าน สถาบันทางการเมืองของ รัฐ คือ อำนาจนิติบัญญัติ (สภา), อำนาจบริหาร (คณะรัฐมนตรี) และ อำนาจตุลาการ(ศาล) ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจปกครองสูงสุด หรือ อำนาจอธิไตย ออกเป็น 3 ฝ่าย ของ มองเตสกิเออ (Montesquieu) และ บนพื้นฐานของการถ่วงดุลย์ อำนาจกัน ตามแนวคิดของ อริสโตเติลเพื่อป้องกัน ประชาชน ให้ปลอดจากอำนาจของรัฐ ที่อาจละเมิดลิดรอน สิทธิเสรีภาพ&lt;br /&gt;2.             การที่ไทยมีรัฐธรรมนูญ หลายฉบับ และ มีทีมาแตกต่างกัน ถ้าคิดแบบง่ายตาม แนวคิดของ Hans Kelsen ก็ไม่ใช้สิ่งแปลกในเรื่องที่มาหรือเนื้อหาของ องค์อธิปัติย์ ความสำคัญอยู่ที่เจตนารมรณ์ (will) คือ การร่างรัฐธรรมนูญ และ การคืนอำนาจอธิปไตย ให้แก่ประชาชน (ประชาชน จึงเป็น สิ่งสุมมุติ ในเวลานั้น ที่มีประสิทธิภาพ) จึงมีคำถามว่า เจตจำนงค์นั้น มาจากการคิดอย่างมีเหตุผล (Rationality) ของประชาชนเอง หรือถูกครอบงำ หรือ เพื่อทำให้เกิด อำนาจทางการเมือง (political Power) หรือเป็น Justification อยู่บนเหตุ และ ผล อะไร? แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป คงต้องมองถึง ตัวขับ (Drivers) ที่มีประสิทธิภาพมากพอ ที่ ทำให้ องค์อธิปัตย์ ตัวจริงในขณะนั้น ออกมาล้มล้าง องค์อธิปัติย์ เสมือน (virtue sovereignty) ในขณะนั้น ออกไป ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า องค์ อธิปัติย์เสมือน นั้นมีอายุยืนยาวแต่งต่างกันไป และ สิ่งที่เราประกาศว่า ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขนั้น ภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศนั้น ในความหมายของผม องค์พระมหากษัตริย์ เป็น สถาบันที่ดำรงค์อยู่ตลอดไปในรัฐธรรมนูญของไทยปัจจุบัน แต่รัฐธรรมนูญทุกฉบับ เป็นเพียง virtue constitution ที่จะรักษา efficacy เพื่อให้มันสามารถ validity อยู่เหนือ แรงขับ ที่จะเปลี่ยแปลงมัน ได้นานขนาดไหน และ ถ้ามองในแง่ของ Hannah Arendt แล้ว การร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ของไทย ผู้ร่วมร่าง รัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีความชอบธรรม และ เหตุผล ในการอ้างความเป็นตัวแทนของประชาชน ไทย เพราะ ปราศจากความเป็น รัฐธรรมนูญ (unconstitutional) ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ แต่แรกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งจาก คมช.(คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) ก็ตาม&lt;br /&gt;3.             สิ่งที่ยังเป็นกรอบคิดของคนไทย คือ ศานา และ องค์พระมหากษัตริย์ ทียึดติดมานานกับสังคมไทยทำให้ รัฐธรรมนูญเองมีข้อจำกัดในหลายๆ เรื่อง เช่น รัฐไม่สามารถเป็น นิติบุคคลได้ เพราะเมื่อรัฐเป็น นิติบุคคลได้ รัฐย่อมถูกฟ้องร้องได้ พระมหากษัตริย์ก็จะถูกฟ้องร้องไปด้วย แต่รัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ในหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ มาตรา ๘ ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพ สังการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะฟ้องร้องหรือกล่าวหาพระมหากษัตร์ย์ในทางใดๆมิได้”&lt;br /&gt;ทำนองเดียวกัน ศาสนา แม้ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ศาสนาและ การเมืองไทยไม่สามารถแยกออกจากกันได้ในกรอบแนวคิดของคนไทย จึงส่งผลต่อการบัญญัติกฎหมายต่างๆ ที่ต้องคำนึงถึง ศาสนา และ วัฒนธรรมประเพณี ทั้งๆที่ศาสนาเป็น เรื่องของ ปัเจจกชน (Individual) เป็นเรื่องส่วนบุคคล จึงทำให้ประเทศไทยไม่สามารถ ออกกฎหมายที่ขัดต่อ ศาสนา และ วัฒนธรรม ได้ เช่น บ่อนการพนัน การทำแท้ง หรือ โสเภณี ที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ ซึ่งจะเห็นว่ากรอบคิดของไทยนั้นแตกต่างจากกรอบคิดทางปรัชญาทางการเมืองของ ประเทศทีมีการพัฒนาประชาธิไตยมาไกลแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป คือ การแยกกฎหมายออกจากการเมือง เพราะ ศาสนา เศรษกิจ และ วัฒนธรรม เป็นเรื่องที่เกี่ยข้องกับ การเมือง ตาม กรอบแนวคิดเรื่อง “The Pure Theory of Law” ของ Hans Kelsen กฎหมายต้องการความเป็นเอกเทศ มีความเป็นอิสระ (Autonomous) แม้เราจะไม่สามารถทำให้ กฎหมาย ไทยบริสุทธิ์ ได้ร้อยเปอร์เซ้นต์ แต่แนวความคิดของ Kelsen น่าจะนำมาประยุกต์ใช้ได้ในระดับหนึ่ง ก็สามารถทำให้ กฎหมาย แปดเปื้อนน้อยลง ถ้าเราสามารถแยกส่วนของการเมืองออกไปได้บ้าง หรือ ขจัด ลด สิ่งที่นอกเหนือกว่ากฎหมาย (Extra- Legality) ลง เพื่อเพิ่ม ดีกรี ความบริสุทธิของกฎหมายขึ้น&lt;br /&gt;4.       ข้อคิดเห็นต่อรัฐธรรมนูญไทย ฉบับ ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ จะเห็นว่าข้อจำกัดดังกล่าวใน เรื่อง ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ ก็ยังคงดำรงอยู่ ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมาย สูงสุด ส่วนสำคัญที่ทำให้ชัดเจนขึ้น คือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง และ การเพิ่ม กลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐ ทั้ง ฝ่ายนิติบัญญัติ และ ฝ่าย บริหาร ซึ่งแม้จะมีผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย และ นักวิชาการ เข้าร่วมร่าง โดย อ้างว่าเป็นเจตจำนงค์ ของประชาชน จากการออกเสียงประชามติ (Referendum) เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ เพื่อ รับร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมเห็นว่าการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และ การร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา เป็นเพียงกระบวนการทางการเมือง เป็นการปรากฎตัวของ องค์อธิปัตย์ (Sovereignty) ในสภาวะพิเศษ (exceptional situation) หรือ สถานะการณ์ยกเว้นที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยกฎหมาย ไม่มีสาระสำคัญในแง่เนื้อหา (Contents) เพิ่มขึ้นจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาก เป็นเรื่องของเจตจำนงค์ และ การแยก ว่าศัตรูคืออะไร? และ ศัตรูคือใคร? ให้ชัดเจนเพื่อจะได้บอกว่า เขาคือใคร ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่า ประเทศไทยจะปลอดจาก การปรากฎตัว ขององค์ อธิปัติย์ ในสถานะการพิเศษ สถานะการอันตราย ต่อความอยู่รอด หรือความมั่นคงแห่งรัฐ ซึงเป็นเจตุจำนงค์ ที่องค์อธิปัติย์ ที่ปรากฎตัวขึ้น จะนำมาใช้ แต่ต้องดูว่าตัวขับที่จะทำให้ เกิด ขึ้น อาจจะไม่สามารถ อ้างเจตจำนงค์ ของประชาชน ได้ง่ายขึ้น เมื่อภาคประชาชน เริ่ม มีการเรียนรู้ มีประสบการณ์ และ สามรถควบคุมให้ รัฐธรรมนูญ สามารถมีผลบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficacy) เพื่อให้กฎหมายมีความสมบูรณ์ (Validity)&lt;br /&gt;เนื่องจากการปกครอง ในระบอบเสรีประชาธิปไตย มีความซับซ้อนมากขึ้น เสรีนิยม มีความต้องการความเป็น ปัจเจก มากขึ้น ในกรอบของเสรีประชาธิปไตย ทีต้องไม่กระทบ หรือ ละเมิด ผู้อื่น การปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตย ในอดีต และ ปัจจุบันของ ไทย ยังคงต้องมีการพัฒนา ไปสู่อนาคตในระดับที่เติบโต ถ้าเปรียบการเจริญเติบโตของ เสรีประชาธิปไตยของไทย เป็น วงจรชิวิตของ สินค้า (Product Life Circle) หนึ่งแล้ว เสรีประชาธิปไตยของไทย ก็ถือว่าเป็น สินค้า ในช่วงเริ่มต้น (early state) การจะทำให้สินค้าเติบโตขึ้นไป ย่อมต้องลงทุน ในการทำตลาด และการปรับปรุงคุณภาพของสินค้า อีกมากจึงจะทำให้สินค้า อยู่ในช่วง เติบโต (growth state) เหมือนในประเทศที่เสีรีประชาธิปไตย ที่พัฒนามาถึง ขั้นเติบโต (growth state) แล้ว แต่การพัฒนาก็ควรจะถูกพัฒนาให้เติบโตทันตลาดเสรีประชาธิปไตย ก่อนที่ สินค้าจะเข้าสู่ภาวะเสื่อมลง (decline state) นอกจากนี้ ปทัสถาน ที่เป็นอยู่ อยู่บนความถูกต้อง (Righteousness) และ การมีเหตุผล (Rationality) เพียงไร&lt;br /&gt;II. วิพากษณ์สถาบันการเมืองไทย ตาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐&lt;br /&gt;1.       สถาบันพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;2.       รัฐสภา เป็น สถาบันการเมืองทีมีหน้าที่ ในการออกกฎหมาย ควบคุม และ ดูแลการบริหารงานแผ่นดิน โดยคณะรัฐมนตรี ระบบรัฐสภาของไทยเป็นแบบสภาคู่ (Bicameral System) คือ ประกอบด้วย ๒ สถา คือ สภาผู้แทน ราษฎร และ วุฒิสภา&lt;br /&gt;3.       คณะรัฐมนตรี (Council of Ministers)&lt;br /&gt;4.       ศาล หรือสถาบันตุลาการ (Judiciary) เป็นอำนาจที่อันตรายน้อยที่สุด ใน 3 อำนาจ เพราะ อำนาจ ตุลาการ ไม่สามารถเริ่มการเองได้ และ เป็นอำนาจถึงที่สุด ซึ่งต่างจาก อำนาจ นิติบัญญัติ และ อำนาจ บริหาร ที่ยังไม่ ถึงที่สุด เช่น การสั่งย้าย ข้าราชการของ รัฐมนตรี สามารถฟ้องศาล เพื่อให้ทบทวนในด้านความยุติธรรมได้&lt;br /&gt;5.       องค์การตามรัฐธรรมนูญ และ การตรวจสอบอำนาจรัฐ&lt;br /&gt;  องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และ การตรวจสอบอำนาจรัฐ ในหมวดที่ ๑๑ และ ๑๒ ของรัฐธรรมนูญ ตามลำดับ&lt;br /&gt;องค์กรตามรัฐธรรมนูญ คือ องค์กรอิสระ และ องค์กรอื่นๆ&lt;br /&gt;a.       ส่วนที่ ๑ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย&lt;br /&gt;1)      คณะกรรมการการเลือตั้ง,&lt;br /&gt;2)      ผู้ตรวจการแผ่นดิน,&lt;br /&gt;3)      คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ,&lt;br /&gt;4)      คณะกรรมหารตรวจเงินแผ่นดิน&lt;br /&gt;b.       ส่วนที่ ๒ องค์กร อื่นๆตามรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย&lt;br /&gt;1)      องค์กรอัยการ,&lt;br /&gt;2)      คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ,&lt;br /&gt;3)      สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และ สังคม แห่ง ชาติ&lt;br /&gt;การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ : ในอดีตที่ผ่านมา ศาล ไม่ได้แสดง บทบาททางการเมืองมาก แต่หลัง รัฐธรรมนูญ ปี๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ ศาลมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น เช่น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญ ข้อน่าพิจารณา คือ ศาลเป็นเรื่องของกฎหมาย ปทัสถาน ของมันจึงควรอยู่บนพื้นฐาน ของกฎหมาย ไม่ใช่การเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นั้น การตัดสิน ถือเป็นการถึงที่สุด คำถามคือ ถ้าการตัดสินผิดพลาด  จะแก้ไขอย่างไร เพราะไม่สามารถ อุทรได้อีก ซึ่งความยุติธรรม ครบสมบูรณ์ตามหลักตุลาการ หรือไม่ หรือ กฎหมายจะกลายเป็น เครื่องมือในทางการเมืองยิ่งขึ้น แม้หลักการของศาล จะต้องใช้ ปทัสถานทางกฎหมาย แต่การตีความอาจเกิด Extra Legality ขึ้นได้ ซึ่งแตกต่างจาก ศาลรัฐธรรมนูญ ถึงเป็นการตัดสินที่สิ้นสุด แต่เป็นเรื่อง กระทบทางการเมือง สิทธิ และ เสรีภาพทางการเมือง&lt;br /&gt;1)      การตรวจสอบทรัพย์สิน&lt;br /&gt;2)      การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์&lt;br /&gt;3)      การถอดถอนจากตำแหน่ง&lt;br /&gt;4)      การดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง&lt;br /&gt;พรรคการเมือง และ ระบบพรรคการเมือง(The Political System) ของไทย&lt;br /&gt;พรรคการเมือง ทำหน้าที่เป็น เครื่องมือในการเป็นตัวแทนของประชาชน ที่จะแสดงออกซึ่งความต้องการและข้อเรียกร้อง (จิโอวานนิ ซาโทริ (Sartori, 1976)&lt;br /&gt;หน้าที่ และ บทบาทของ พรรคการเมือง&lt;br /&gt;1)       หน้าที่และ บทบาทของ พรรคการเมือง เป็นตัวเชื่อม (Link) ระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง ในระบบที่พรรคการเมืองเข้มแข็ง และมีความเป็นสถาบันสูง พรรคการเมืองจะทำหน้าที่เป็นกลไกให้ข้อมูล ให้การศึกษาและสร้างอิทธิพลต่อความคิดเห็นสาธารณะ โดยมีเส้นทางการสื่อสารเป็นแบบสองทาง&lt;br /&gt;2)       เป็นผู้รวบรวมผลประโยชน์ที่หลากหลายเข้าด้วยกัน (Interest Aggregation) คือ รวบรวมข้อเรียกร้องอันหลากหลาย กระจัดกระจายเข้าด้วยกัน กำหนดเป็นนโยบาย กลุ่มผลประโยชน์จะทำหน้าที่เสนอข้อเรียกร้อง ความต้องการ (Demand) พรรคการเมืองจะคัดเลือก ตัดทอน รวบรวมข้อเรียกร้องดังกล่าวเข้าด้วยกัน ในกระบวนการนี้ข้อเรียกร้องบางอย่างอาจไม่ได้รับความสนใจ  และถูกละเลย หรือตัดทิ้งไปได้&lt;br /&gt;3)       เลือกสรรผู้นำทางการเมือง (Elite Recruitment) ในระดับต่าง ๆ ของสังคมมาเป็นสมาชิกพรรค และเป็นผู้สมัครในนามพรรค โดยเฉพาะระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน&lt;br /&gt;4)       กำหนดทิศทางของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นพรรคที่จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ร่วมกับพรรคอื่นหรือเป็นพรรคฝ่ายค้าน&lt;br /&gt;ระบบพรรคการเมือง&lt;br /&gt;ระบบพรรคการเมืองคือ รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบ ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับระบบพรรคการเมืองที่เป็นข้อถกเถียงกันมากที่สุดคือ การนับจำนวนพรรคการเมือง (Numbers of Parties) และเกณฑ์ในการแบ่ง (Typology/Classification) ระบบพรรค&lt;br /&gt;จำนวนพรรคการเมืองที่มีนัยสำคัญ (Effective Number of Parties): พรรคที่มีโอกาสจัดตั้งหรือร่วมจัดตั้งรัฐบาล (Coalition Potential) หรือทำหน้าที่คัดค้านรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Blackmail Potential)&lt;br /&gt;Sartori 1976; Lijphart 1984; 1994, Taagepera and Rein, 2002&lt;br /&gt;การจัดประเภทระบบพรรคการเมือง&lt;br /&gt;Robert Dahl แบ่งระบบพรรคการเมืองเป็น 4 แบบ คือ&lt;br /&gt;1)      แข่งขันสูง (strictly competitive) ทั้งในการเลือกตั้ง และในสภา เช่น อังกฤษ&lt;br /&gt;2)      แข่งขันผสมร่วมมือ (co-operative-competitive) เช่นสหรัฐอเมริกาที่พรรคแข่งขันสูงระหว่างเลือกตั้ง แต่ร่วมมือในสภาคองเกรสเพราะเอกภาพของพรรคมีต่ำ หรือในฝรั่งเศส และอิตาลี ที่ระบบหลายพรรคทำให้การแข่งขันที่เข้มข้นเกิดขึ้นได้ยาก เพราะต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลผสม&lt;br /&gt;3)      ช่วยเหลือผสมแข่งขัน (coalescent-competitive) เช่นออสเตรเลียที่พรรคฝ่ายค้านมักไม่มุ่งแข่งขัน แต่ช่วยเหลือกันกับพรรคเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;4)      ช่วยเหลือกัน (strictly coalescent) เช่นโคลัมเบีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;III. สรุปแนวคิด จาก รายงานการวิจัยเรื่อง “รัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๙ กับการเมืองไทย” เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ เมื่อ ตุลาคม ๒๕๕๐&lt;br /&gt;วิเคราะห์ กระบวนการ โค่นทักษิณ เป็น ๓ แนวทาง คือ&lt;br /&gt;1.       ปรากฎการณ์ สนธิ ลิ้มทองกุล&lt;br /&gt;2.       ตุลาการภิวัตน์ ภายหลัง พระราชดำรัส ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙&lt;br /&gt;3.       กองทัพภิวัตน์ กับรัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙&lt;br /&gt;เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น จาก การเคลื่อนใหว (Movement) ของ ๓ เหตุการณ์ประกอบที่สำคัญนี้ แน่นอนว่าจะสัมฤทธิ์ผลได้คงต้องมีตัวขับ (Driver) ที่แท้จริง และมีพลังพอ ที่ทำการล้มล้าง รัฐบาล ที่มาจากการเลือตั้งต้อง ลงได้&lt;br /&gt;ปรากฎการณ์ สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งประกอบด้วยชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และ ชนชั้นนำเดิม ในระยะต้นผมถือว่า เป็นการต่อสู้ในระบอบเสรีประชาธิปไตย ที่ต้องมีพื้น(Sphere) ที่ให้คนกลุ่มเสียงข้างน้อย มีสิทธิ และ เสรีภาพ ในการแสดง ออก ถึง ความแตกต่างด้านความคิด ต่อ รัฐบาลที่มาจากการเลือตั้ง จากเสียงข้างมาก ของรัฐบาล ทักษิณ และ มีการขอ พระราชวินิจฉัย ตามมาตร ๗ ของ รัฐธรรมนูญ แห่ง ราชอาณาจักไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ เพื่อขอ นายก พระราชทาน ซึ่งก็ได้คำตอบที่ชัด เจน ว่าขัดต่อรัฐ ธรรมนูญ และ ไม่เคยมีประเพณี ปฏิบัติใด ของการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กระทำมาก่อน ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนี้บังคับแก่กรณีใด&lt;br /&gt;ปรากฎการที่สอง ที่เรียกว่า ตุลการภิวัตน์ (judicialization of politics) ซึ่งเป็นคำประดิฐ์ ของ ธีรยุท บุญมี ทีมอง เสียงข้างมากของรัฐบาล ไทยรักไทย หรือ ที่ ธีรยุทธ เรียกว่า “ลัทธิ ๑๖ ล้าน เสียง” บวก กับ “ลัทธิสภา” จะนำไปสู่เผด็จ การรัฐสภา และ หลัง พระราชดำรัส ของพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ ซึ่งตัวขับทีมีพลังมากกว่า ปรากฎการณ์ สนธิ เริ่ม ปรากฎตัว และ โยงเข้าหา รัฐธรมมนูญ เพื่อ สร้างความเกี่ยวโยง ของการใช้ พระราชอำนาจ ตามมาตรา ๓ ของ รัฐธรรมนูญ แห่ง ราชอาณาจักไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ โดย พระเจ้าอยู่หัว ในการทรงใช้พระราชอำนาจ อธิปไตย ทาง รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และ ศาล ซึ่งเป็น ของปวงชนชาวไทย คำถาม เรื่องการทรงใช้ พระราช อำนาจ อธิปไตย ทาง ศาล ตาม มาตรา ๓ นั้น ผมเห็นว่า เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ชัดเจน แต่ อำนาจอธิปไตย นั้น เป็นของ ปวงชนชาวไทย ผมยัง ไม่ชัดเจนใน ถึงการเกี่ยวโยงของมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ จาก พระเจ้า อยู่หัว กลับไป หา ประชาชน เพราะ ประชาชน ในความหมาย ขณะ นั้น คือ ประชาชน ๑๖ ล้านเสียง หรือ ประชาชน ชั้นกลางและ ชั้นนำเดิม ที่ขัดแย้งกัน ในด้านกรอบคิดและ อุดมการณ์ หรือ ประชาชนทั้งประเทศ&lt;br /&gt;ปรากฎการณ์ที่สาม เมื่อ กองทัพภิวัตน์ เดินหน้า ด้วยตัวขับ ตามข้อยกเว้นของสถนะการณ์ (Exceptional situation) ของ ชมิทท์ หลังจาก การปาฐกถา ของ องคมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ที่ ร.ร. นาร้อย จปร, ร.ร. นายเรือ, และ ร.ร. นายเรืออากศ ตามลำดับ ตัวขับที่จะก่อให้ องค์อธิปัตย์ (Sovereignty) ใหม่ เริ่ม ปรากฎตัว ปรากฎการณ์ที่หนึ่งได้รับ สัญญาน ที่ทำให้เกิด แรงขับ สูงกว่า ปรากฎการณ์ สอง และ สาม และ ก่อให้เกิด แรงขับเคลื่อน สูงสุดรวม ของทั้งสามปรากฎการณ์ ที่ทำให้เกิด รัฐประหาร เมื่อ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และ กำหนดการร่าง รัฐธรรมนูญชัวคราว ๒๕๔๙ เป็น องค์อธิปัตย์ชั่วคราว (Temporary Sovereignty) เพื่อ สร้าง รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เป็น องค์อธิปัตย์ ใหม่ ซึ่งเป็น กฎหมายที่มี อำนาจสูงสุด ในการปกครองประเทศต่อไป ซึ่งถ้าอ้างความชอบธรรม ตามกรอบ แนวคิดของ Hans Kelsen ในเรื่อง ทีมาของ รัฐธรรมนูญ แล้ว คำถามที่ผมสงสัยคือ เงื่อนไขสภาพแวดล้อม และ เวลา เหมือน ในยุกต์ศตวรรตที่ ๑๙ ของเยอรมัน หรือไม่ ประชาธิปไตยของไทย ต้องการแค่ เจตจำนงค์ (will) โดยไม่ต้องสนใจเนื้อหา (content) หรือ หรือ พัฒนาการเสรีประชาธิปไตยของไทย ยังอยู่ใน ศตวรรษที่ ๑๙ และ องค์อธิปัตย์ ตัวจริงคือ ใคร รัฐธรมมนูญไทยที่ผ่านมา เป็น เพียง virtual sovereign หรือ เสมือนอำนาจสูงสุด เท่านั้น หรือ Popular Sovereignty อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ปวงชนก็เป็นสิ่งปวงชนเสมือน ที่ว่างเปล่าเช่นกัน หรือ อำนาจอธิปัตย์ ของไทย ไม่ใช่อำนาจสูงสุดจริง ยังมีอำนาจนำ (Hegemony) ทีมีผู้ยินยอมทำตามด้วยความสมัครใจ ที่ไม่ใช่กฎหมาย และ ธรรมนูญ&lt;br /&gt;ข้อเขียนของ ธีรยุท บุญมี สรุปได้ว่า ต้องการให้อำนาจตุลาการ เข้ามาถ่วงดุลย์ อำนาจ บริหาร ของ รัฐบาลไทยรักไทย ซึ่ง ธีรยุทธมองว่า ระบบตัวแทน เกิดความบกพร่อง  ฝ่ายรัฐสภาเองก็ขาดความเชี่ยวชาญด้ากฎหมาย และ อยู่ใกล้ผลประโยชน์ สาธารชน ผมลองตั้งคำถามว่า ศาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่เป็นหนึ่งในอำนาจหลัก ตามรัฐธรรมนูญ คือ อำนาจตุลาการ ถ้าเข้ามาแทนเสียงข้างมากในฐานะกลไกหลัก ของ นิติบัญญัติ อำนาจ หลัก ทั้งสามยังคงสมดุล อยู่หรือไม่ ?&lt;br /&gt;ข้อเขียนของ ชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศษลฎีกา ที่อกมาต่อจาก ธีรยุท บุญมี ในเรื่องพระราชดำรัส เมื่อ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ มาตรา ๓ การใช้พระราชอำนาจ ทาง รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และ ศาล และ มาตรา ๗ พระราชวินิจฉัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn1" href="http://www.blogger.com/post-edit.g?blogID=2333564724519959606&amp;amp;postID=703182411641214919#_ftnref1" name="_ftn1"&gt;[1]&lt;/a&gt; อธิปไตย&lt;br /&gt;จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี&lt;br /&gt;อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) หมายถึง อำนาจสูงสุดใน&lt;a title="การปกครอง" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87"&gt;การปกครอง&lt;/a&gt;&lt;a title="รัฐ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90"&gt;รัฐ&lt;/a&gt; ดังนั้น สิ่งอื่นใดจะมีอำนาจยิ่งกว่าหรือขัดต่ออำนาจอธิปไตยหาได้ไม่&lt;br /&gt;อำนาจอธิปไตย ย่อมมีความแตกต่างกันไปในแต่ละระบอบการปกครอง ตัวอย่างเช่น ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน กล่าวคือ ประชาชนคือผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์ คือ กษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เป็นต้น&lt;br /&gt;อนึ่ง อำนาจอธิปไตยนี้ นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของความเป็นรัฐ เพราะการจะเป็นรัฐได้นั้น นอกจากต้องประกอบด้วย อาณาเขต ประชากร และรัฐบาลแล้ว ย่อมต้องมีอำนาจอธิปไตยด้วย กล่าวคือ ประเทศนั้นต้องเป็นประเทศที่สามารถมีอำนาจสูงสุด (อำนาจอธิปไตย) ในการปกครองตนเอง จึงจะสามารถเรียกว่า "รัฐ" ได้&lt;br /&gt;สำหรับราชอาณาจักรไทย ใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น อำนาจอธิปไตยจึงเป็นของประชาชน&lt;br /&gt;อำนาจอธิปไตยนั้น โดยหลักสากล แต่ละรัฐจะมีองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยอยู่ 3 องค์กร ได้แก่ องค์กรฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล นิติบัญญัติหรือรัฐสภา และตุลาการหรือศาล&lt;br /&gt;&lt;a name=".E0.B9.81.E0.B8.99.E0.B8.A7.E0.B8.84.E0."&gt;&lt;/a&gt;ใน&lt;a title="สารานุกรมบริเตนนิกา" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2"&gt;สารานุกรมบริเตนนิกา&lt;/a&gt; กล่าวได้ว่าหมายถึง สิทธิแห่งอัตลักษณ์ทางการเมือง (Political Entity) ที่บ่งบอกถึงการใช้อำนาจของรัฐาธิปัตย์หรือผู้มีอำนาจสูงสุดทางการปกครอง อันแสดงถึงมโนทัศน์ของการมีอำนาจสูงสุด (the supremacy of power) ภายในขอบเขตเชิงภูมิศาสตร์แห่งรัฐ&lt;br /&gt;แนวคิดสำคัญเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย ในกฎหมายระหว่างประเทศ ระบุไว้ว่าอำนาจประการนี้หมายความถึง การใช้อำนาจโดย&lt;a title="รัฐ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90"&gt;รัฐ&lt;/a&gt; อำนาจอธิปไตยโดยนิตินัย (De jure Sovereignty) หมายความถึง สิทธิอำนาจตามกฎหมายที่จะกระทำการหนึ่งใด ส่วนอำนาจอธิปไตยโดยพฤตินัย (De facto Sovereignty) ความสามารถในทางจริงที่จะกระทำการเช่นนั้น&lt;br /&gt;อำนาจตามความที่กล่าวถึงข้างต้น หมายความไปถึงอำนาจในลักษณะการที่สามารถเข้าใจได้ง่ายว่าเป็นอำนาจสูงสุดทางการปกครองของประเทศหนึ่งประเทศใด หรือรัฐหนึ่งรัฐใด ในฐานะหนึ่งที่อำนาจอธิปไตยเป็นองค์ประกอบที่แสดงให้เห็นและขาดเสียมิได้ของ&lt;a title="รัฐสมัยใหม่ (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;รัฐสมัยใหม่&lt;/a&gt; (Modern State) หรือ&lt;a title="รัฐประชาชาติ (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;รัฐประชาชาติ&lt;/a&gt;(Nation-State)มิเช่นนั้น รัฐหรือรัฐประชาชาตินั้น ย่อมขาดความเป็นเอกราชในทางการเมืองการปกครอง&lt;br /&gt;เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ (2508, 100) ได้กล่าวถึงลักษณะสำคัญของอำนาจอธิปไตยไว้ดังนี้&lt;br /&gt;1.      ความเด็ดขาด (Absoluteness) กล่าวคือ ไม่มีอำนาจอื่นใดภายในรัฐที่เหนือกว่า และจะไม่มีอำนาจอื่นที่มาจำกัดอำนาจในการออกกฎหมายของรัฐ&lt;br /&gt;2.      การทั่วไป (Universality) อำนาจอธิปไตยของรัฐ มีอยู่เหนือทุกคนและทุกองค์กรที่อยู่ในรัฐ มีข้อยกเว้นเพียงแต่ว่า เมื่อมีผู้แทนของต่างรัฐมาประจำในประเทศ ผู้แทนต่างรัฐจะไม่อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐนั้น ซึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติระหว่างประเทศมานาน&lt;br /&gt;3.      ความถาวร (Permanence) อำนาจอธิปไตยของรัฐยังคงมีอยู่ตราบเท่าที่รัฐยังคงดำรงอยู่ ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในนามของรัฐอาจจะเปลี่ยนแปลงหรืออาจมีการปฏิรูปการปกครองเปลี่ยนระบบของรัฐบาลได้ แต่อำนาจอธิปไตยมิได้สูญหายไปจากรัฐ&lt;br /&gt;4.      การแบ่งแยกมิได้ (Indivisibility) หมายความว่า ในรัฐ ๆ หนึ่ง จะต้องมีอำนาจอธิปไตยที่เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น หากมีการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยก็ย่อมเป็นการทำลายอำนาจอธิปไตย แต่ในที่นี่การแบ่งแยกดังกล่าวมิได้หมายถึง การแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยให้องค์กรต่าง ๆ เป็นผู้ใช้อำนาจ&lt;br /&gt;นับได้ว่า ฌอง โบแดง (Jean Bodin) เป็นนักปรัชญาการเมืองของโลกตะวันตก ชาวฝรั่งเศส ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 หรือประมาณ พ.ศ. 2100 คนแรกที่ริเริ่มใช้คำว่าอำนาจอธิปไตย ในความหมายที่เข้าใจกันอยู่ในปัจจุบัน กล่าวคือในความหมายที่เป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่รัฐทั้งหลายในโลกปกครองโดยระบอบที่มีกษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดหรือสมบรูณาญาสิทธิราชย์ ภายใต้คติความเชื่อทางการปกครองอันไม่แตกต่างกันมากนักว่ากษัตริย์เป็นผู้ได้รับอาณัติอำนาจจากสวรรค์ หรือจุติจากสวรรค์ลงมาปกครองโลก (Divine Rights of King)&lt;br /&gt;โบแดง ได้เสนอปรัชญาเกี่ยวกับทฤษฎีอำนาจอธิปไตยไว้ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นเครื่องหมายที่บอกถึงความแตกต่างระหว่างรัฐกับสังคมอื่น ๆ ที่ครอบครัวหลายครอบครัวอยู่ร่วมกัน โบแดงได้เริ่มต้นอธิบายเรื่องนี้ไว้ในบทที่ 8 และบทที่ 10 ของหนังสือเรื่อง “Six Books” พรรณาว่าครอบครัวเป็นพลเมืองของรัฐ ซึ่งต้องยอมอยู่ภายใต้อำนาจขององค์อธิปัตย์ หรือผู้ปกครองที่มีอำนาจสูงสุด ซึ่งโดยหลักการนี้ รัฐจึงประกอบด้วยผู้ปกครองและผู้ใต้อำนาจปกครอง และการยอมรับในอำนาจปกครองของพลเมืองผู้อยู่ใต้การปกครองนี่เอง จะทำให้มนุษย์เป็นพลเมืองได้เป็นประการสำคัญ นอกจากรัฐจะมีอธิปัตย์หรือมีอำนาจอธิปไตยแล้ว รัฐจะมีพลเมืองที่อยู่ภายใต้การปกครองของผู้ปกครองอันเดียวกัน แม้พลเมืองจะมีขนธรรมเนียมภาษากฎหมายที่ยอมรับบังคับใช้ หรือศาสนาที่ต่างจากผู้ปกครองก็ตาม&lt;br /&gt;โบแดง กล่าวเกี่ยวกับรัฐไว้ว่า รูปแบบของรัฐบาลจะเป็นรูปใดนั้น จะขึ้นอยู่กับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของใคร หากเป็นของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจของรัฐก็จะเป็นของกษัตริย์ ซึ่งจะเป็นองค์อธิปัตย์หนึ่งเดียว หากเป็นคณะบุคคลปกครองก็จะเป็นคณาอธิปไตย ขณะที่ถ้าเป็นสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจปกกกครอง ก็จะเป็นประชาธิปไตย ในแง่รัฐบาล โบแดงมีความเห็นว่ารัฐเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตย ขณะที่รัฐบาลเป็นเครื่องมือที่รัฐจะใช้อำนาจอธิปไตย&lt;br /&gt;อำนาจอธิปไตยในทัศนะของโบแดงนั้นหมายความถึง อำนาจที่มีถาวรไม่จำกัด และไม่มีเงื่อนไขผูกมัดที่จะออกกฎหมาย ตีความและรักษากฎหมาย อำนาจนี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อรัฐที่มีระเบียบที่ดี อำนาจนี้เองทำให้รัฐแตกต่างไปจากการรวมกลุ่มของบุคคลในสมัยโบราณ อย่างไรก็ตาม โบแดงเห็นว่า อำนาจอธิปไตยนี้อาจถูกจำกัดโดยกฎหมายธรรมชาติหรือกฎธรรมชาติ อันเป็นบรรดากฎหมายต่าง ๆ ที่กำหนดความถูกต้องหรือความผิดในลักษณะที่มุ่งให้คน รักษาสัญญาและเคารพทรัพย์สินของคนอื่น ส่วนอีกประการหนึ่งที่เป็นสิ่งจำกัดอำนาจอธิปไตยคือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายถึงกฎหมายหลักของประเทศ (โดยเฉพาะหมายถึงรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส )&lt;br /&gt;มองเตสกิเออ (Montesquieu) นักคิดนักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศส ผู้ให้กำเนิดแนวคิดในการแบ่งแยกอำนาจปกครองสูงสุดหรืออำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ฝ่าย โดยพิจารณาในแง่ขององค์กรผู้ใช้อำนาจออกเป็นอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ ตามแนวคิดของอริสโตเติล (Aristotle) นักปราชญ์การเมืองชาวกรีกโบราณ บนพื้นฐานหรือมีเป้าประสงค์ประการสำคัญแหล่งหลักการคือการให้อำนาจแต่ละฝ่ายถ่วงดุลและตรวจสอบซึ่งกันและกันทั้งสามฝ่าย และเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้ปลอดจากการใช้อำนาจโดยมิชอบขององค์กรภาครัฐที่ใช้อำนาจหนึ่งอำนาจใดที่อาจละเมิดลิดรอนโดยอำนาจรัฐไม่ว่าฝ่ายใด ซึ่งตามแนวคิดดั้งเดิมของมองเตสกิเออนั้น ได้แบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ (Puissance Legislative) ซึ่งใช้อำนาจปฏิบัติการต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับกฎหมายมหาชน และองค์กรที่ใช้อำนาจปฏิบัติการต่าง ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับกฎหมายเอกชน ซึ่งก็คือ สภาที่ทำหน้าที่ประชุมและปรึกษาในเรื่องการเมือง องค์กรเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือช้าราชการ และองค์กรฝ่ายตุลาการ นั่นเอง เหตุผลที่มองเตสกิเออเสนอแนวคิกให้แบ่งแยกอำนาจการปกครองสูงสุดนี้เนื่องจากเขาเห็นว่า หากอำนาจในการนิติบัญญัติหรือการตรากฎหมาย อำนาจในการบริหารหรือการบังคับตามมติมหาชน และอำนาจตุลาการในการพิจารณาคดี ถูกใช้โดยบุคคลเดียวหรือองค์กรเดียว ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือประชาชนก็ตามแล้ว ยากที่จะมีเสรีภาพอยู่ได้ ทั้งนี้เป็นเพราะ ผู้ใช้ทั้งอำนาจนิติบัญญัติรวมกับอำนาจบริหาร จะออกกฎหมายแบบทรราชและบังคับใช้กฎหมายในทางมิชอบ หากอำนาจตุลาการรวมกันกับอำนาจนิติบัญญัติ ผู้พิพากษาจะเป็นผู้ออกกฎหมาย อันอาจส่งผลให้ชีวิตและเสรีภาพของผู้ใต้การปกครอง ถูกบังคับควบคุมโดยกฎหมายที่ลำเอียง และหากให้อำนาจตุลาการรวมกับอำนาจบริหารแล้ว ผู้พิพากษาจะประพฤติตัวแบบกดขี่รุนแรง อันจำเป็นต้องแยกอำนาจแต่ละด้านออกจากกัน&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ด้วยฐานคิดของมองเตสกิเออที่ว่า การแบ่งแยกอำนาจการปกครองมิใช่มรรควิธีประการเดียวในการตรวจสอบควบคุมการใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลยากที่จะจัดการกับปัญหาการทุจริตจากการบริหารงานที่สลับซับซ้อนไม่โปร่งใสได้จริง ทำให้แท้จริงนั้น ประชาชนต่างหากคือผู้ที่จะควบคุมได้อย่างเกิดประสิทธิผลมากที่สุด การแบ่งแยกอำนาจการปกครองในมุมมองสมัยใหม่ จึงเป็นหลักการที่ถูกกล่าวถึงควบคู่ไปกับบทบาทหน้าที่ในการมีส่วนร่วมตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจโดยองค์กรผู้ใช้อำนาจของประชาชน&lt;br /&gt;ต่อมานักปรัชญาการเมืองสมัยหลังได้แจกแจงอำนาจอธิปไตยตามแนวคิดของมองเตสกิเออ ออกเป็นอำนาจนิติบัญญัติจะทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย ตามหลักการกว้าง ๆ แล้ว โดยกำหนดให้องค์กรผู้ใช้อำนาจบริหารหรือฝ่ายปกครองไปกำหนดรายละเอียด ด้วยการออกกฎ ข้อบังคับ ประกาศ อันเป็นกฎหมายลำดับรอง (subordinate Legislation) ให้เป็นไปอย่างสอดคล้องสัมพันธ์กับกฎหมายหลัก ในอันที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเรื่องใด ๆ ในสังคม&lt;br /&gt;ส่วนอำนาจบริหาร ถูกกำหนดให้ใช้โดยองค์กรหนึ่งที่เรียกว่ารัฐบาล (Government) ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของตนเองไว้อย่างเคร่งครัด นอกไปจากนี้ องค์กรที่ใช้อำนาจบริหาร มีอำนาจตามชื่อในการบริหารราชการและปกครองประเทศ ภายใต้เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความกินดีอยู่ดีของประชาชน ส่วนอำนาจตุลาการ เป็นอำนาจในการวินิจฉัย พิจารณาพิพากษาบรรดาอรรถคดีทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นข้อพิพาทระหว่างองค์กรภาครัฐกับองค์กรภาครัฐ องค์กรภาครัฐกับเอกชน หรือเอกชนกับเอกชน อย่างไรก็ตาม ขอบอำนาจในการพิจารณาประเภทข้อพิพาทดังกล่าวข้างต้น ย่อมถูกจำแนกแจกแบ่งไปตามองค์กรใช้อำนาจตุลาการหรือศาลที่ต่างกันไปในรายละเอียด เช่น อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีอันเป็นข้อพิพาทระหว่างองค์กรภาครัฐกับองค์กรภาครัฐ องค์กรภาครัฐกับเอกชน หรือเอกชนกับเอกชน อันเกี่ยวกับคำสั่งหรือสัญญาทางปกครอง เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ซึ่งในประเทศไทย มีฐานะเป็นระบบศาลหนึ่ง นอกเหนือไปจากศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง&lt;br /&gt;กระนั้นก็ตาม การแบ่งแยกอำนาจเป็นแต่ละฝ่ายดังกล่าวข้างต้น มิได้หมายความว่าอำนาจอธิปไตยที่ถูกแบ่งแยกเป็นแต่ละฝ่ายนี้จะต้องมีองค์กรรองรับการใช้อำนาจที่มีอำนาจเท่าเทียมกันแต่ประการใด จึงเป็นไปได้ที่องค์กรหนึ่งอาจมีอำนาจเหนือองค์กรหนึ่ง เพียงแต่ย่อมมิใช่การให้อำนาจที่เหนือกว่านั้นเป็นไปอย่างเด็ดขาด และเพื่อสร้างความสามารถในการตรวจสอบและถ่วงดุล (Check and Balance) จำเป็นอยู่เองที่จะต้องมีการกำหนดมาตรการที่เป็นหลักประกันการใช้อำนาจในประการนี้ระหว่างกันอย่างมีประสิทธิภาพ อธิปไตยในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามี ๓ อย่าง ๑.อัตตาธิปไตย ๒.โลกาธิปไตย ๓.ธรรมมาธิปไตย อัตตาธิปไตย คือการปกครองที่ถือตามความต้องการของตนเองหรือคนส่วนน้อยเป็นใหญ่ แบบราชา คณา โลกาธิปไตย หมายถึงการปกครองที่ถือตามความต้องการของคนส่วนมาก หรือประชาธิปไตยเป็นใหญ่ ธรรมมาธิปไตยหมายถึงการปกครองที่ถือตามความถูกต้องเป็นธรรม หรือปัจเจกชนเป็นใหญ่(สมัชชา เนการขอความร่วมมือทุกคนมีสิทธิที่จะให้ร่วมมือหรือไม่ให้)โดยที่ถือการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยถือคุณธรรมในใจ(หิริ)สูงกว่ากฎหมาย(โอตตัปปะ)แบบจักกพรรดิ์หรือเลขาธิการ(การปกครองที่จารีต ประเพณีใหญ่กว่าอำนาจกฎหมาย)&lt;br /&gt;&lt;a name=".E0.B8.AD.E0.B9.89.E0.B8.B2.E0.B8.87.E0."&gt;&lt;/a&gt;·        เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์. 2508. หลักรัฐศาสตร์. กรุงเทพฯ: มปพ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวตอบข้อสอบ&lt;br /&gt;๑.ชมิทท์ ใน ศตวรรษที่ 19 มองว่า ประชาธิปไตย (Democracy) พร้อมจะเป็นพันธมิตรกับอะไรและใครก็ได้ ไม่ว่า เสรีนิยม, สังคมนิยม, ปฎิวัติ, สะท้อนให้เห็นว่า ประชาธิปไตยเป็นแค่รูปแบบทางองค์กรที่ปราศจากเนื้อหาทางการเมืองที่ชัดเจน ชมิทท์ มองว่า ประชาธิปไตย ทำให้ระบบรัฐสภาล้มเหลว ชมิทท์ ไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีการเมืองของระบอบเสรีนิยม โดยเฉพาะ ทฤษฎีการเมืองแบบพหุนิยม (Pluralisms) โดยให้ความเห็นว่าคลุมเครือและมีปัญหา โดยเฉพาะ โดยเฉพาะในแง่ที่มันมุ่งโดยตรงที่มุ่งต่อต้านความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของรัฐ (ฌอง โบแดง เห็นว่า Pluralization of Sovereignty ไม่สามารถแบ่งแยกได้ แต่ Pierre Rosanvallon เห็นว่าสามารถแบ่งได้เพื่อนำสู่ความสมดุลย์ ที่ควบคุมซึ่งกันและกัน)&lt;br /&gt;Liberal Democracy หรือ เสรีประชาธิปไตย เสรีภาพย่อมนำมาซึ่งความขัดแย้ง เพราะเสรีภาพเป็นเรื่องของปัจเจกชน ดังนั้นความขัดแย้งที่เป็นส่วนรวม จึงต้องตัดสินใจด้วยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน โดยไม่ละเมิดหลักการของ Liberal แต่เสียงส่วนใหญ่ไม่สามาถใช้ในการตัดสินใจได้ทุกเรื่อง เช่น การไว้หนวด การนับถือศาสนา ไม่เกี่ยวกับประชาธิปไตย เพราะ ฮ็อบบ(Thomas Hobbes) เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับ เสรีภาพ แต่มนุษย์สละ เสรีภาพบางส่วนให้ องค์อธิปัตย์ (รัฐ หรือ ผู้ปกครอง)และ มองการแก้ปัญหาของ คนด้วยการเคารพในสัญญาประชาคม(Social Contract) รัฐต้องปกครองด้วยกฎหมาย หรือ The Rule of Law&lt;br /&gt;๒. ชมิทท์ มองว่าการเมือง (Politicals) คือ การแบ่งแยก มิตรและศัตรู หลัก หรือ หัวใจของ ชมิทท์ ในเรื่องนี้คือ การอธิบายศัตรูมากว่ามิตร โดยมองว่าจะรู้ว่าเราคือใครก็ต่อเมื่อรู้ว่าศัตรูคืออะไร และ คือใครก่อน (ศัตรูของ ชมิทท์ ไปใช่เรื่องของความเกลียดชังระหว่างบุคคล) ศัตรูจะดำรงอยู่ก็ต่อเมื่อ เกิด หรือมีแนวโน้มว่าจะเกิด การต่อสู้ ระหว่างประชาชน สอง กลุ่ม ขึ้นไป และเป็นศัตรูของสาธารณะ ไม่ใช่ส่วนบุคคล รัฐประชาชาติ สมัยใหม่ มีความซับซ้อนมากขึ้น คำว่าศัตรูของ ชมิทท์ ก็ไม่ง่ายต่อการที่จะบอกว่าศัตรูคืออะไร ศัตรูคือใคร เช่น กรณีก่อการร้าย หรือ กรณี 9/11 หรือ การณสงคราม อิรัค ความคลุมเครือว่าศัตรูที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ เป็นนามธรรม หรือ การบอกว่าศัตรูคือใคร เพราะถ้าบอกว่าศัตรูคือผู้ก่อการร้าย แต่ยากที่จะชี้ชัดว่าใครคือผู้ก่อการร้าย เพราะคำว่าผู้ก่อการร้ายก็คลุมเรือ&lt;br /&gt;๓. ชมิทท์ อธิบายการโต้แย้งว่าอะไรคือความถูกต้องและ ยุติธรรมของการปฏิวัติรัฐประหาร ว่า องค์อธิปัตย์ (Sovereignty) เท่าน้น ที่จะมีอำนาจบอกว่าอะไรคือความถูกต้องหรือความยุติธรรมได้ คือ ยกอำนาจของประชาชนให้แก่รัฐ แล้วองค์อธิปัตย์ คือใครก็ตามที่ทำหน้าที่ตัดสินใจ (Decision) ว่าอะไรคือประโยชน์แห่งสาธารณะ หรื อะไรคือประโยชน์ ของรัฐ อะไรคือความสงบสุขและความปลอดภัยของส่วนรวม ใน สถานะการพิเศษ (Exceptional Situation) ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อการดำรงคงอยู่ของรัฐ ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ ดังนันสำหรับ ชมิทท์ องค์อธิปัติย์ ไม่ได้อยู่ภายใต้ของตัวบทกฎหมายใด ความชอบธรรมขององค์อธิปัติย์ ก็ไม่ได้มาจากความชอบธรรมตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ฉะนั้นองค์อธิปัติจึงไม่จำเป็นต้องมาจากประชาชน เช่น การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ของ คมช.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิพากษ์ รัฐธรรมนูญ และ สถาบันการเมืองไทย&lt;br /&gt;๑.โครงสร้าง รัฐธรรมนูญ และ สถานันการเมืองไทย&lt;br /&gt;ก. วิภาคโครงสร้าง รัฐธรรมนูญไทย&lt;br /&gt;1. ที่มา (แนวความคิด หรือ ทฤษฎีทางการเมืองของใคร)&lt;br /&gt;2. ข้อจำกัด (ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์)&lt;br /&gt;3. ความคิดเห็น ต่อ รัฐธรรมนูญไทย และ อนาคตของรัฐธรรมนูญไทย&lt;br /&gt;ข. วิภาคสถานับการเมืองไทย&lt;br /&gt;a. ที่มา (การเมือง คือ มิตรและ ศัตรู)&lt;br /&gt;b. ข้อจำกัด&lt;br /&gt;c. ความคิดเห็น&lt;br /&gt;ค. สรุป ความคิดเห็น และ วิพากษ์ รัฐธรรมนูญและ สถาบันการเมืองไทย และ อำนาจอธิปไตย ในกระแสโลกเสรีประชาธิปไตย&lt;br /&gt;วิพากษ์ รัฐะธรรมนูญและสถาบันการเมืองไทย&lt;br /&gt;โดย ตรัยรัตน์ แก้วเกิด MPE. 16&lt;br /&gt;ประเทศไทยเชื่อกันว่าเป็นประเทศที่มีการปกครองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ จากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็น ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข รวมได้ประมาณ เกือบ 76 ปี ไทยมีรัฐธรรมนูญถึง ฉบับ ซึ่งมีรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด ที่เป็นผลมาจาก การรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งเป็น อำนาจ อธิปัติย์ ล่าสุด ที่เกิด จาก exceptional situation โดยมี คมช. เป็น องค์อธิปัติย์ ชั่วคราว&lt;br /&gt;I. วิพากษ์ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย ปี ๒๕๕๐&lt;br /&gt;1. ทีมาของ ระบอบการปกครองประชาธิไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย เกิดจากการยึดอำนาจของคณะราษฎ์ เพื่อลดทอน อำนาจของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเดิมเป็น องค์อธิปัตย์ (Sovereignty) หรือผู้มีอำนาจสูงสุด ลงมาอยู่ใต้ รัฐธรรมนูญ (Constitute) ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ในระบอบประชาธิไตย แทน เพื่อใช้เป็น ปทัสถานพื้นฐาน (Basic Norm) ในการปกครองประเทศ คือการปกครองประเทศไทยจะเป็น นิติรัฐ หรือ การปกครองด้วยกฎหมาย (rule of law) ไม่ใช้การปกครองด้วยคน (rule of man) อีกต่อไป พระมหากษัตริย์ ใช้อำนาจอธิปไตย (Sovereign) ตามรัฐธรรมนูญ ผ่าน สถาบันทางการเมืองง ตามรัฐธรรมนูญ คือ สภานิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรี และ ตุลาการ โดยการเกี่ยวโยงกลับไปหาประชาชน ซึ่งเป็นไปตาม ทฤษฎีอำนาจอธิปไตย ของ ฌอง โบแดง (Jean Bodin) ว่าอำนาจอธิปไตย อยู่ในมือของรํฐ ในรูปแบบใด ผู้นั้นก็เป็นผู้ใช้อำนาจ อธิปไตย เช่น ระบบ สมบูรณาญาสิทธิราช กษัตริย์ ก็เป็น องค์อธิปไตย ถ้าเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตร์เป็นประมุข กษัตริย์ ก็ยังคงใช้อำนาจ อธิปไตย ที่เชื่อกันว่าเป็นของ หรือมาจาก ประชาชน โดยผ่าน สถาบันทางการเมืองของ รัฐ คือ อำนาจนิติบัญญัติ (สภา), อำนาจบริหาร (คณะรัฐมนตรี) และ อำนาจตุลาการ(ศาล) ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจปกครองสูงสุด หรือ อำนาจอธิไตย ออกเป็น 3 ฝ่าย ของ มองเตสกิเออ (Montesquieu) และ บนพื้นฐานของการถ่วงดุลย์ อำนาจกัน ตามแนวคิดของ อริสโตเติลเพื่อป้องกัน ประชาชน ให้ปลอดจากอำนาจของรัฐ ที่อาจละเมิดลิดรอน สิทธิเสรีภาพ&lt;br /&gt;2. การที่ไทยมีรัฐธรรมนูญ หลายฉบับ และ มีทีมาแตกต่างกัน ถ้าคิดแบบง่ายตาม แนวคิดของ Hans Kelsen ก็ไม่ใช้สิ่งแปลกในเรื่องที่มาหรือเนื้อหาของ องค์อธิปัติย์ ความสำคัญอยู่ที่เจตนารมรณ์ (general will) คือ การร่างรัฐธรรมนูญ และ การคืนอำนาจอธิปไตย ให้แก่ประชาชน (ประชาชน จึงเป็น สิ่งสุมมุติ ในเวลานั้น ที่มีประสิทธิภาพ) จึงมีคำถามว่า เจตจำนงค์นั้น มาจากการคิดอย่างมีเหตุผล (Rationality) ของประชาชนเอง หรือถูกครอบงำ หรือ เพื่อทำให้เกิด อำนาจทางการเมือง (political Power) หรือเป็น Justification อยู่บนเหตุ และ ผล อะไร? แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป คงต้องมองถึง ตัวขับ (Drivers) ที่มีประสิทธิภาพมากพอที่ ทำให้ องค์อธิปัตย์ ตัวจริงในขณะนั้น ออกมาล้มล้าง องค์อธิปัติย์ เสมือน (virtue sovereignty) ในขณะนั้น ออกไป ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า องค์ อธิปัติย์เสมือน นั้นมีอายุยืนยาวแต่งต่างกัน และ สิ่งที่เราประกาศว่า ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขนั้น ภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศนั้น ในความหมายของผม องค์พระมหากษัตริย์ เป็น สถาบันที่ดำรงค์อยู่ตลอดไปในรัฐธรรมนูญของไทยปัจจุบัน แต่รัฐธรรมนูญทุกฉบับ เป็นเพียง virtue constitution ที่จะรักษา efficacy เพื่อให้มันสามารถ validity อยู่เหนือ แรงขับ ที่จะเปลี่ยแปลงมัน ได้นานขนาดไหน และ ถ้ามองในแง่ของ Hannah Arendt แล้ว การร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ของไทย ผู้ร่วมร่าง รัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีความชอบธรรม และ เหตุผล ในการอ้างความเป็นตัวแทนของประชาชน ไทย เพราะ ปราศจากความเป็น รัฐธรรมนูญ (unconstitutional) ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ แต่แรกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งจาก คมช.(คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) ก็ตาม&lt;br /&gt;3. สิ่งที่ยังเป็นกรอบคิดของคนไทย คือ ศานา และ องค์พระมหากษัตริย์ ทียึดติดมานานกับสังคมไทยทำให้ รัฐธรรมนูญเองมีข้อจำกัดในหลายๆ เรื่อง เช่น รัฐไม่สามารถเป็น นิติบุคคลได้ เพราะเมื่อรัฐเป็น นิติบุคคลได้ รัฐย่อมถูกฟ้องร้องได้ พระมหากษัตริย์ก็จะถูกฟ้องร้องไปด้วย แต่รัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ในหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ มาตรา ๘ ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพ สังการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะฟ้องร้องหรือกล่าวหาพระมหากษัตร์ย์ในทางใดๆมิได้”&lt;br /&gt;ทำนองเดียวกัน ศาสนา แม้ใจไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ศาสนาและ การเมืองไทยไม่สามารถแยกออกจากกันได้ในกรอบแนวคิดของคนไทย จึงส่งผลต่อการบัญญัติกฎหมายต่างๆ ที่ต้องคำนึงถึง ศาสนา และ วัฒนธรรมประเพณี ทั้งๆที่ศาสนาเป็น เรื่องของ ปัเจจกชน (Individual) เป็นเรื่องส่วนบุคคล จึงทำให้ประเทศไทยไม่สามารถ ออกกฎหมาย บ่อนการพนัน หรือ โสเภณี ที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ ซึ่งจะเห็นว่ากรอบคิดของไทยนั้นแตกต่างจากกรอบคิดทางปรัชญาทางการเมืองของ ประเทศทีมีการพัฒนาประชาธิไตยมาไกลแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป คือ การแยกกฎหมายออกจากการเมือง เพราะ ศาสนา เศรษกิจ และ วัฒนธรรม เป็นเรื่องที่เกี่ยข้องกับ การเมือง ตาม กรอบแนวคิดเรื่อง “The Pure Theory of Law” ของ Hans Kelsen กฎหมายต้องการความเป็นเอกเทศ มีความเป็นอิสระ (Autonomous) แม้เราจะไม่สามารถทำให้ กฎหมาย ไทยบริสุทธิ์ ได้ร้อยเปอร์เซ้นต์ แต่แนวความคิดของ Kelsen ก็สามารถทำให้ กฎหมาย แปดเปื้อนน้อยลง ถ้าเราสามารถแยกส่วนของการเมืองออกไปได้บ้าง หรือ ขจัด ลด สิ่งนอกกฎหมาย (Extra- Legality) ลง เพื่อเพิ่ม ดีกรี ความบริสุทธิของกฎหมายขึ้น&lt;br /&gt;4. ข้อคิดเห็นต่อรัฐธรรมนูญไทย ฉบับ ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ จะเห็นว่าข้อจำกัดดังกล่าวใน ข้อ สองก็ยังคงดำรงอยู่ ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมาย สูงสุด ส่วนสำคัญทำให้ชัดเจนขึ้น คือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง และ การเพิ่ม กลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐ ทั้ง ฝ่ายนิติบัญญัติ และ ฝ่าย บริหาร ซึ่งแม้จะมีผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย และ นักวิชาการ เข้าร่วมร่าง โดย อ้างว่าเป็นเจตจำนงค์ ของประชาชน จากการออกเสียงประชามติ (Referendum) เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ เพื่อ รับร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมเห็นว่าการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และ การร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา เป็นเพียงกระบวนการทางการเมือง เป็นการปรากฎตัวของ องค์อธิปัตย์ (Sovereignty) ในสภาวะพิเศษ (exceptional situation) หรือ สถานะการณ์ยกเว้นที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยกฎหมาย ไม่มีสาระสำคัญในแง่เนื้อหา (Contents) เพิ่มขึ้นจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาก เป็นเรื่องของเจตจำนงค์ และ การแยก ว่าศัตรูคืออะไร? และ ศัตรูคือใคร? ให้ชัดเจนเพื่อจะได้บอกว่า เขาคือใคร ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่า ประเทศไทยจะปลอดจาก การปรากฎตัว ขององค์ อธิปัติย์ ในสถานะการพิเศษ สถานะการอันตราย ต่อความอยู่รอด หรือความมั่นคงแห่งรัฐ ซึงเป็นเจตุจำนงค์ ที่องค์อธิปัติย์ ที่ปรากฎตัวขึ้น จะนำมาใช้ แต่ต้องดูว่าตัวขับที่จะทำให้ เกิด ขึ้น อาจจะไม่สามารถ อ้างเจตุจำนงค์ ของประชาชน ได้ง่ายขึ้น เมื่อภาคประชาชน เริ่ม มีการเรียนรู้ มีประสบการณ์ และ สามรถควบคุมให้ รัฐธรรมนูญ สามารถมีผลบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficacy) เพื่อให้กฎหมายมีความสมบูรณ์ (Validity)&lt;br /&gt;เนื่องจากการปกครอง ในระบอบเสรีประชาธิปไตย มีความซับซ้อนมากขึ้น เสรีนิยม มีความต้องการมากขึ้น ในกรอบของเสรีประชาธิปไตย ทีต้องไม่กระทบ หรือ ละเมิด ผู้อื่น การปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตย ในอดีต และ ปัจจุบันของ ไทย ยังคงต้องมีการพัฒนา ไปสู่อนาคตในระดับที่เติบโต ถ้าเปรียบการเจริญเติบโตของ เสรีประชาธิปไตยของไทย เป็น วงจรชิวิตของ สินค้า (Product Life Circle) หนึ่งแล้ว เสรีประชาธิปไตยของไทย ก็ถือว่าเป็น สินค้า ในช่วงเริ่มต้น (early state) การจะทำให้สินค้าเติบโตขึ้นไป ย่อมต้องลงทุน ในการทำตลาด และการปรับปรุงคุณภาพของสินค้า อีกมากจึงจะทำให้สินค้า อยู่ในช่วง เติบโต (growth state) เหมือนในประเทศที่เสีรีประชาธิปไตย ที่พัฒนามาถึง growth state แล้ว แต่การพัฒนาก็ควรจะถูกพัฒนาให้เติบโตทันตลาดเสรีประชาธิปไตย ก่อนที่ สินค้าจะเข้าสู่ภาวะเสื่อมลง (decline state) นอกจากนี้ ปทัสถาน ที่เป็นอยู่ อยู่บนความถูกต้อง (Righteousness) และ การมีเหตุผล (Rationality) เพียงไร&lt;br /&gt;II. วิพากษณ์สถาบันการเมืองไทย ตาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐&lt;br /&gt;1. พรรคการเมือง และ ระบบพรรคการเมือง( The Political System) ของไทย&lt;br /&gt;2. รัฐสภา ระบบรัฐสภาของไทย ที่มี สภาผู้แทน ราษฎร และ วุฒิสภา และ ส่วนหนึ่งของวุฒิสภาที่มาจากการคัดเลือก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. คณะรัฐมนตรี&lt;br /&gt;4. ตุลาการ&lt;br /&gt;5. องค์การตามรัฐธรรมนูญ และ การตรวจสอบอำนาจรัฐ&lt;br /&gt;องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และ การตรวจสอบอำนาจรัฐ ในหมวดที่ ๑๑ และ ๑๒ ของรัฐธรรมนูญ ตามลำดับ&lt;br /&gt;องค์กรตามรัฐธรรมนูญ คือ องค์กรอิสระ และ องค์กรอื่นๆ&lt;br /&gt;a. ส่วนที่ ๑ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย&lt;br /&gt;1) คณะกรรมการการเลือตั้ง,&lt;br /&gt;2) ผู้ตรวจการแผ่นดิน,&lt;br /&gt;3) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ,&lt;br /&gt;4) คณะกรรมหารตรวจเงินแผ่นดิน&lt;br /&gt;b. ส่วนที่ ๒ องค์กร อื่นๆตามรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย&lt;br /&gt;1) องค์กรอัยการ,&lt;br /&gt;2) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ,&lt;br /&gt;3) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และ สังคม แห่ง ชาติ&lt;br /&gt;การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ&lt;br /&gt;1) การตรวจสอบทรัพย์สิน&lt;br /&gt;2) การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์&lt;br /&gt;3) การถอดถอนจากตำแหน่ง&lt;br /&gt;4) การดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2333564724519959606-703182411641214919?l=kaewkerd.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kaewkerd.blogspot.com/feeds/703182411641214919/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://kaewkerd.blogspot.com/2008/12/blog-post_318.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2333564724519959606/posts/default/703182411641214919'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2333564724519959606/posts/default/703182411641214919'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaewkerd.blogspot.com/2008/12/blog-post_318.html' title='4.แนวข้อสอบ-รัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมือง'/><author><name>ตรัยรัตน์ แก้วเกิด</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04836047754532497609</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://2.bp.blogspot.com/_NU-332ak8BY/SYJZSrnvqlI/AAAAAAAAC2s/vqm86ALf3zE/S220/IMG_1144.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2333564724519959606.post-5812815956740962689</id><published>2008-12-20T22:52:00.000-08:00</published><updated>2008-12-20T22:56:02.019-08:00</updated><title type='text'>3.รม. 623 รัฐธรรมนูญกับสถาบันการเมือง</title><content type='html'>รม 623 รัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ.ธเนศ วงศ์ยานนาวา&lt;br /&gt;๑. การปกครองด้วยกฎหมาย (The rule of law) ย่อมดีกว่าการปกครองด้วยมนุษย์ (The rule of man) มนุษย์ ไม่มีความเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ด้วยกัน เสรีนิยมต้องการควบคุมมนุษย์ภายใต้กรอบของ กฎหมาย และรัฐธรรมนูญ บนปทัสถาน (norm) ของ ความถูกต้อง และเที่ยงธรรม (Validity) แต่ Norm ของเสรีนิยม ก็ยังอยูบนพื้นฐานของความปราถนา (desire) ในความเห็นของ Chantal Mouffe เมื่อมีแรงปรารถนา บนปทัสถานแล้ว ก็ไม่สามารถแก้ความขัดแย้งทางการเมืองได้ ดังนั้นกฎหมายของมนุษญืจึงเป็นเพียงตัวแทน (representative) ที่เลียนแบบพระเจ้าเท่านั้น จึงหาความยุติธรรมไม่ได้ ดังนั้นกฎหมายจึงเป็นของเทียม (artificial)&lt;br /&gt;๒. กฎหมาย ความรุนแรง และ ความยุติธรรม&lt;br /&gt;ความยุติธรรมและ กฎหมาย เป็นคนละสิ่งกัน มนุษย์เป็นผู้ตีความกฎหมาย ย่อมจะหลีกหนี ค่านิยม ผลประโยชน์ และ ศีลธรรม ไปไม่พ้น&lt;br /&gt;Hans Kelsen เห็นว่า ความยุติธรรมเป็นสิ่งสัมบูรณ์ (Absolute) แต่กฎหมายเป็น สิ่งสัมพัทธ์ (Relative) จึงมีคำถามว่าทำอย่างไรให้กฎหมายบริสุทธิ์ (pure law) คือปราศจากค่านิยม ผลประโยชน์ และ ศีลธรรม เพื่อให้กฎหมาย validity ดังนั้น กฎหมายต้องมี กฎ ที่มีอำนาจสูงกว่ามารองรับหรือให้ความสมเหตุเหตุผล (Justification) ซึ่งเสรีนิยม มองว่า มันคือ รัฐธรรมนูญ และให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ดังนั้น รัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถอ้างอิงกฎหมายอะไรที่สูงไปกว่ามันได้ เพราะมันถูกวางให้เป็น กฎหมายสูงสุด รัฐธรรมนูญ จึงกลายเป็นกฎหมายที่ไม่บริสุทธิ เพราะมันต้องพึ่งพาสิ่งอื่นที่ไม่ใช่กฎหมาย (Extra Legality) เช่น อำนาจอธิปไตย&lt;br /&gt;๓. ความเป็นประชาชน ไม่ได้ต้องการกฎหมาย เพราะในระบอบเสรีประชาธิปไตย กฎหมายมาจากประชาชน แต่การเป็นประชาชนได้นั้นต้องการรัฐ แต่รัฐไม่ได้ต้องการประชาชน(แต่นักการเมืองต้องการประชาชน) รัฐต้องการประชากร (Population) เพราะประชากรมีลักษณะที่เป็นพลวัตร คืเกิดแก่เข็บตาย&lt;br /&gt;ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ของอำนาอธิปไตย ที่แบ่งแยกไม่ได้นั้น ทำให้ผู้คนที่แตกต่างกันสามารถมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ รัฐจึงทำให้คนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือ ประชาชน เมื่อไม่มีรัฐแล้ว ประชาชน ก็เป็นเพียง ฝูงชน (Multitude)&lt;br /&gt;๔. สภาวะของ “การเมือง” และ “กฎหมาย” ทำให้รากฐานของการปกครองที่ต้องการปกครองด้วยกฎหมาย กลับไปสู่สภาวะไร้กฎหมาย แต่ด้วยแรงปรารถนา (desire) ทางการเมืองที่ต้องการปกครองด้วยกฎหมาย หรือ รัฐกฎหมาย (legal State) การเมืองจึงกลายเป็นการรวมทุกอย่างเบ็ดเสร็จ (Totalization) ให้มาเป็นการเมือง จนทำให้ประโยค “ทุกสิ่งทุกอย่างเป็การเมือง” เป็นจริงขึ้นมา&lt;br /&gt;๔. แนวคิดทางกฎหมายเองตั้งอยู่บนรากฐานที่ต้องการเป็นเอกเทศ ทีบริสุทธิไม่แปดเปื้อน แต่ไม่สามารถเป็นได้เพราะไม่สามารถรัษาความเป็น อัตตกฎ (Autonomous) ได้ เพราะการจะเป็น “กฎ” ขึ้นมาได้กลับต้องอาศัยสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่กฎหมาย (Extra Legality) เช่น การเมือง เพราะ อำนาจรัฐธรรมนูญ และ อำนาจในการสร้างรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจคนละชนิดกัน จึงเกิดสภาวะ ที่ไม่จบสิ้น (endless circle) ของการต่อสู้ว่าอะไรเหนือกว่ากันระหว่าง “กฎหมาย” และ “การเมือง”&lt;br /&gt;๕.อำนาจในการสร้างรัฐธรรมนูญจึงเป็นอำนาจนอกกฎหมายที่กลับไม่ต้องการรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจจริงๆ หรือ อำนาจดิบ เช่น นักปฏิวัติในฝรั่งเศส อำนาจทหารที่ยึดอำนาจ&lt;br /&gt;๖. คำกล่าว ของ Hannah Arendt สรุปได้ว่า คณะกรรมการร่างกฎหมาย (หรือ รัฐธรรมนูญ) นั้น ปราศจากความเป็นรัฐธรรมนูญ (unconstitutional) หมายความคือ ไม่เป็นไปตาม หรือ ไม่ ตรงกับ รัฐธรรมนูญ ของสถาบันทางการเมือง ของประเทศ&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn1" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftn1" name="_ftnref1"&gt;[1]&lt;/a&gt; ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่มารวมตัวกันเพื่อร่างรัฐธรรมนูญ นั้น คือไม่มีอำนาจอันชอบธรรมมารองรับ เพราะขาดเหตุผล (rationality) ของการเป็นตัวแทนของประชาชน (คำถาม ว่าอะไรคือมาตรฐานที่จะตัดสินว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ?) อะไรคืออำนาจสัมบูรณ์(Absolute Power) อันเป็นอำนาจตัดสินสุดท้าย(Ultimate)ที่สร้างความเป็นเอกภาพ ของการเป็นตัวแทนของประชาชน?&lt;br /&gt;๗. อย่างไรก็ตามในการ่างรัฐธรรมนูญก็มักจะเกิดจากการใช้ความรุนแรง เช่น การขับไล่ผู้ปกครองประเทศเดิม การปฏิวัติ รัฐประหาร คงยังไม่ต้องถามแม้แต่ความชอบธรรมด้วยซ้ำไป เพราะเป็นความชอบทำ อยู่แล้ว&lt;br /&gt;๗. อำนาจประอธิปไตยของประชาชน ที่แสดงถึงลักษณะของประชานิยม (populism) ก็ยังมีผู้คัดค้านว่าไม่ใช่อำนาจสูงสุด เพราะสิ่งสำคัญสำหรับ เสรีประชาธิปไตย ก็คือ “สิทธิ” ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในทรัพย์สินส่วนตัว สิทธิในความเท่าเทียมกัน สิทธิของผู้เสียเปรียบทางสังคม จึงเกิดคำถามอีกว่า “อำนาจอธิปไตยกับสิทธิ อะไรใหญ่กว่ากัน ?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๘.ข้อถกเที่ย เรื่อง “สิทธิ” ที่เป็นฝ่ายสากลนั้น ยืนยันว่าไม่ควร คำนึงถึง จารีต และ วัฒนธรรม ท้องถิ่น เช่น ศาสนา และ วัฒนธรรม ท้องถิ่นเพราะ สิ่งเหล่านั้นเป็น อำนาจของรัฐท้องถิ่น และ อำนาจของวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่อีกฝ่ายยืนยัน ว่าสามารถผ่อนปรนให้สอดคล้องกับจารีต วัฒนธรรมท้องถิ่นได้ ยอมรับความแตกต่างด้วยความอดกลั้นได้ ตามกรอบความคิดเสรีนิยมของ John Rawls โดยยอมให้ท้องถิ่นมีกระบวนการตัดสินใจกันเองว่าจะจัดการอย่างไร เพราะในขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่ากรอบคิดเสรีนิยมนั้นเป็นเพียงกรอบความคิดที่เกิดขึ้นจากกรอบคิดและวัฒนธรรมเฉพาะอันเท่านั้น ดังนั้นจึงมีฝ่ายที่สาม (ไม่ยึดในหลักของเสรีนิยมและสิทธิ) ที่เห็นว่า สิทธิมนุษชน เป็นกลไกของการแทรกแซงอำนาจอธิปไตยของรัฐ จึงมีการกล่าวในเรื่องสิทธิมนุษชนว่า “ สหประชาชาติไม่ฝ่พ่อ”&lt;br /&gt;๙. ตัวแทน- ผู้ถูกแทน- ที่แทนไม่ได้ ระบอบประชาธิปไตย เชื่อว่า อำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจสูงสุดมาจากประชาชน รัฐธรรมนูญ เป็น กฎหมายสูงสุด เป็นอำนาจอธิปไตย แล้วรัฐธรรมนูญร่างโดยประชาชน ? ดังนั้น “ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ” จึงเป็น “ตัวแทนประชาชน” ที่ถูกสร้างขึ้นมา จากอะไรก็ตาม เช่น จากคณะรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ดังนั้น “ผู้ที่ถูกแทน” คือประชาชน จึงเป็นของเทียม (artificial representative) ดังนั้น การ ถูกแทนที่ แบบนี้ เป็นลักษณะของ ฟาสซิสม์ มากกว่าเสรีประชาธิปไตย ดังนั้นระบบตัวแทน เป็นกรอบคิดของ อภิสิทธิ์ชน (aristocracy) มากว่าจะเป็นระบบเสรีนิยม ดังนั้นการมีตัวแทน แล การเป็นตัวแทน จึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นประชาธิปไตย เพราะระบอบเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่ แม้จะเน้นการมีตัวแทน ไม่ยึดหลักการปกครองโดยตรง แต่เป็นกรอบคิดเรือ่งความยินยอม (consent) เป็นหลักในการปกครอง&lt;br /&gt;คำถาม ระบบตัวแทน เป็นปะชาธิปไตย หรือ ไม?(ระบบตัวแทน เป็นกรอบคิดสมัย ยุโรปกลาง ไม่ใช่ประชาธิไตยของกรีกโบราณ ในศตวรรษ ที่ ๑๓ และ ๑๔)&lt;br /&gt;๑๐. กรอบความคิดเรื่อง “การกระทำในนาม” เป็นความคิดมาแต่สมัยโรมัน ที่ยอมให้ผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สิน แต่งตั้งคนอื่นทำหน้าที่ในนามตน&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn2" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftn2" name="_ftnref2"&gt;[2]&lt;/a&gt; และ ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำ ที่เกิดขึ้น จากคนอื่นๆ ที่ตนแต่งตั้งนการทำหน้าที่ร่วม Thomas Hobbes แสดงแนวความคิดเรื่องตัวแทน ผ่าน ทางบทละคร เรื่อง Leviathan (ลี-ไว-อะ-ทาน) (ข้อคิดของนักศึกษา ถ้าตัวแทน และ ผูกระทำแทน มีช่องว่างของการกระทำแทน ยังถือเป็นตัวแทนได้หรือไม่? นักศึกษามองว่า ความเป็นตัวแทนน่าจะมี Degree หรือ องศา ของความเป็นตัวแทน ว่าใกล้เคียงกับ ผู้ถูกแทนหรือไม่ ) เพราะการกระทำแทนเป็นการเลียนแบบบุคคล (Personating) ตัวละคร ก็เป็นการกระทำ แทน ดังนั้น “การแสดง” กับ “ของจริง” ก็ไม่เหมือนกัน เป็นสิ่งที่มีช่องว่าง การแสดงที่แนบเนียนน่าจะถือเป็นตัวแทนได้หรือไม่&lt;br /&gt;๑๑. การเป็นตัวแทนเป็นการดำเนินการภายใต้กรอบของการมอบอำนาจ (Authorization) ระหว่างผู้ปกครอง และ ผู้ถูกปกครอง และ ถ้าสามารถมอบอำนาจให้กับสถาบันการเมืองที่เป็น “อมตะ” การเป็นตัวแทนภายใต้กรอบสัญญาประชนะชาคม นั้น จะกลายเป็นสิ่งที่คงที่ไม่เปลี่ยนแลง เป็นแนวคิดสมัยกลางของโรมัน ในการในการนำความคิดด้านการเป็นตัวแทน ไปเชื่อมเข้ากับ สถาบันกษัตริย์ ในกรอบคิดที่ว่าสถาบันกษัตริย์ไม่มีวันตาย หรือเปลี่ยนแปลง แต่กษัตริย์ต้องตาย เช่นเดียวกับ ผู้ถูกแทน หรือประชาชน ดังจะเห็นได้จากภาพยนตร์เรื่อง “The Queen” ขณะที่ Tony Blair เข้าไปพบพระราชินีอังกฤษ พระนางเจ้า อลิซาเบ็ท พระองค์รับสั่งว่า ในรัชกาลของพระนาง เก้าอี้ที่ท่าน นายกนั่ง มีนายกนั่งมาแล้วเป็นสิบ คน คือ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงนายกมามากมาย แต่กษัตริย์ ก็จะยังคงเป็นองค์อธิปัติย์ คนเดิม (ข้อคิด ผู้ใช้อำนาจองค์อธิปัติย์ ของอังกฤษอยู่ใด้ จากการปรับตัวให้เป็นไปตามความต้องการ ของ ผู้ถูกแทน และ อยู่ใต้กฎหมาย ใช่หรือไม่? สถาบันกษัตริย์น่าจะเป็นตัวแทน โดยกษัตริย์ เป็นผู้ใช่อำนาจ อธิปัตย์ ผ่านตัวแทน นิติบัญญัติ บริหาร และ ตุลาการ ได้ ยืนยาวกว่าตัวแทนอื่นๆ ถ้า กษัตริย์ สามารถลดช่องว่าง ของผู้แทน และ ผู้ถูกแทนลง )&lt;br /&gt;๑๒. แนวความคิดเรื่องตัวแทน ยากที่จะหาข้อสรุป ได้ว่าคืออะไร และ แนวความคิดเรื่องตัวแทนมีช่องว่างระหว่าง ตัวแทน(Representation) และ ผู้ถูกแทน (represented) แสดงให้เห็นถึงความไม่สัมบูรณ์ของการเป็นตัวแทน ซึ่งสาเหตุของความไม่ สัมบูรณ์ ไม่ได้เกิดจาก ผู้แทน และ ประชาชนเท่านั้น แต่รวมไปถึงส่วนต่างๆของสังคม ความแตกต่างกันระหว่างโครงสร้างทางสังคม โครงสร้างทางการเมืองของรัฐ&lt;br /&gt;๑๓. พื้นฐานของเสรีนิยม คือ ความเป็นปัจเจกชน ที่มีคุณสมบัติ ที่แตกต่างกันจนสามารถที่จะดำรงค์ ความเป็น “เอกลักษณ์” ไว้ได้ ความแตกต่างเกิดจากรากฐานความต้องการหรือความอยากได้ อยากมี ที่แตกต่างกัน ถือว่าความต้องการที่แตกต่างทำให้ลดความขัดแย้ง ใน ทรัยพยากรที่มีจำกัดลง ในแง่ของเสรีนิยม จึงเห็นว่ามีความหลากหลายในความต้องการที่ต้องตอบสนองด้วยการมีทางเลือก (choices) นั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่า การมีทางเลือกจึงไม่เพียงแต่จะก่อให้เกิดความหลากหลาย แต่ยังสามารถลดความขัดแย้งลงไปในตัว&lt;br /&gt;๑๔. ความ(ไม่) เป็นกลางของรัฐ ในความคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย รัฐต้องหาทางตอบสนองความต้องการของ เสรีนิยมที่แตกต่างกัน สิ่งแรกรัฐต้องมีความเป็น กลางจึงจะสามารถ เฉลี่ยการกะทำของรัฐเพื่อตอบสนองความต้องการนั้น กรอบคิดแบบ เฮเกเลี่ยน (Hegelian) ของ Hegel&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn3" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftn3" name="_ftnref3"&gt;[3]&lt;/a&gt; (ในปลายศตวรรษที่ ๑๘ และ ต้นศตวรรษที่ ๑๙:1770-1831) มองว่า ประชาชนยังขาด เหตุผล (Rationality) และ ขาดสำนึกในทางปฎิบัติ ดังนั้น คนในรัฐต้องพึ่งพาความรู้ของผู้เชี่ยวชาญและกลไกของรัฐ เช่น ด้านกฎหมาย และ “ไม่เชื่อว่าประชาชนรู้ดีว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง” ซึ่งตรงข้ามกับกรอบคิดเสรีประชาธิปไตย แต่กรอบความคิด มาร์กซิส (ปลาย ศตวรรษที่ ๑๙: 1818-1883) กลับมองว่า ความไม่เป็นกลางของรัฐ และ ข้าราชการเอง รวมทั้งการเป็นเครื่องมือให้ชนชั้นของรัฐ เป็นกลไกจัดสรรผลประโยชน์ให้นายทุน มาร์กซิส มองว่าอำนาจรัฐ เป็นกลไกในการควบคุม และ จัดสรรผลประโยชน์ ซึ่งตรงข้ามกับ กรอบคิดของเสรีนิยมที่ว่ารัฐต้องวางตัวเป็นกลาง&lt;br /&gt;๑๕. ปัจเจกชนถือว่ากิจการใดก็ตามเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของปัจเจกชนโดยไม่มีรัฐเข้าชี้นำ และรัฐจะต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย&lt;br /&gt;๑๖. รัฐสังคมนิยม(คอมมิวนิสต์) และ รัฐสวัสดิการ (Welfare State) สำหรับ สังคมนิยม ไม่มีปัญหา เพราะไม่ได้ยึกตามหลักการของเสรีนิยมประชาธิปไตย แตต่รัฐสวัสดิการ ของเสรีประชาธิปไตย (ในอดีต) กลับมีปัญหา เพราะรัฐเข้ามายุ่งกับปริมณฑลส่วนตัวของปัจเจกชนได้ ซึ่งเสรีนิยมมองว่ารัฐเล่นบทเป็นพ่อแม่ปกครองลูก โลกเสรีประชาธิปไตยจึงมองว่า รัฐสวัสดิการเป็น “รัฐพ่ออุปถัมภ์”Paternalistic State &lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn4" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftn4" name="_ftnref4"&gt;[4]&lt;/a&gt; (พา-เทอ-นาล-อีส-ติก) หลักเสรีประชาธิปไตย ต้องการแยก อาณาเขตของ ส่วนตัว และ สาธารณะ ออกจากกัน เพื่อต้องการให้รัฐเป็นกลาง เพราะ ถ้ารัฐทำตัวเป็นพ่อ (ส่วนตัว) มากกว่า การเป็นทางการ (formal) รัฐก็ไม่เป็น สถาบัน เพราะฐานะความเป็นพ่อ ไม่ต้องการความชอบธรรมทางการเมือง แบบ “สัญญาประชาคม” ที่เกิดจาก ข้อตกลงที่เป็นความสมัครใจ (Voluntary) ดังนั้น รัฐสวัสดิการจึงขัดต่อระบบเสรีประชาธิปไตย ที่ต้องมี มิติ ของ สัญญาประชาคม “Social Contract” และ ความยินยอม (Consent) ดังนั้น Paternalism จึงเป็น รากฐานสำคัญของระบบสมบูรณายาสิทฺราช (Absolutism) มากกว่าที่จะเป็นระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;๑๘. ความขัดแย้ง ของ รัฐประชาชาติ ในฐานะบูรณาการทางเมืองกับเสรีประชาธิปไตย&lt;br /&gt;รัฐประชาชาติ อำนาจอธิปไตยเป็นของ “ประชาชน” หรือ “ชาติ คือ ประชาชน” ในขณะที่รัฐสมบูรณายาสิทธิราช อำนาจอธิปไตย เป็นของ กษัตริย์&lt;br /&gt;การดำรงอยู่ในรัฐประชาชาติไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักการของ “Rationality” เพราะรัฐประชาชาติ ต้องการความรักและศรัทธาต่อชาติมากกว่า Rationality โดยความรักความศรัทธาไม่ได้นำมาซึ่ง ความเท่าเทียมกันในทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะรัฐประชาชาติเป็นการจัดระเบียบทางการเมืองที่ถือว่าความเป็นปัจเจกชนไม่มีความสำคัญ เท่ากับชุมชน และ กลุ่มขนาดใหญ่ ดังคำขวัญที่ว่า “ตัวตายดีกว่าชาติตาย” แต่ปัจเจกชนกลับมองว่า ความตายเป็น ลักษณะเฉพาะ (particularity) ความตายไม่สามารถมีตัวแทน (Representative) หรือ มอบให้ใครได้ เพราะ ถ้ามองว่าการมอบ” ความตาย” ให้ รัฐ (ประชาชาติ) ไม่ว่าในกรณีสงคราม หรือ เพื่อ ทำลายคนชั่ว มีสิ่งซ้อนเร้นอยู่ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม เช่น เศรษฐกิจ การรักษาอำนาจ (ตัวอย่าง กรณี สงครามอิรัค เป็น ความต้องการน้ำมัน เป็นต้น) เพราะในระบอบเสรีประชาธิปไตย การที่ประชาชนได้มอบอำนาจ หรือ เจตณารมณ์ (Will) ให้แกรัฐนั้นไม่ใช่การมอบความตาย เพราะ ภายใต้ระบอบเสรีประชาธิปไตย เน้นความเท่าเทียมกันของมนุษย์ (ที่เป็นนามธรรม) การที่รัฐเรียกร้องให้ คนหนึ่งสละความตาย นั้นเท่ากับว่า บางคนเสียอะไรบางอย่างไป ในขณะที่บางคนไม่เสียอะไรเลย ดังนั้น รัฐประชาชาติ เป็นลักษณะของความเชื่อ ที่เกิดจาก ขบนธรรมเนียม จารีตประเพณี มากว่าการใช้ เหตุผล (Rationality) ของ เสรีนิยม เพราะตามกรอบความคิดแบบ ฮ็อบเซี่ยน(Hobbesian) แล้ว การเข้ามาอยู่ในรัฐก็เพื่อหลีกหนีความตายที่เกิดขึ้นจากความรุนแรง เช่น สงคราม ดังนั้น รัฐประชาติจึงเป็นรัฐที่ละเมิดหลักการขั้นพื้นฐานของกรอบสัญญาประชาคม (Social Contract) และ หลักเสรีประชาธิปไตย&lt;br /&gt;๑๙. การเมืองแบบ พรรค และ รัฐสภา- การเมืองไม่นิยมเสรี&lt;br /&gt;สำหรับโลกเสรีประชาธิปไตย เมื่อเกิดความขัดแย้ง การแก้ไขปัญหาที่นิยมคือ การออกเสียง เช่น การยกมือออกเสียงใน รัฐสภา เพราะ เป็นสิ่งเดียวที่มีความหมายในการต่อสู้ทางการเมือง ของมนุษย์ ระบบประชาธิปไตยที่เน้นการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมาก ก็เป็นการทำลายเสรีประชาธิปไตย ถ้าไม่คำนึงถึงเสีนงข้างน้อย เพราะจะทำให้ รัฐสภาเป็นการใช้ “กำลัง” ของเสียงข้างมากที่เกิดจากจำนวนที่มากกว่า และ ไม่จำเป็นต้องทำให้การเมืองเป็นเรื่องของ มิตร ศัตรู เพราะการเมืองแบบรัฐสภา การใช้ เหตุผลถูกจำกัดอยู่ภายใต้การถกเถียง ที่ไม่ต้องทำให้ใครต้องตาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความคิของ คาร์ล ชมิทท์&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn5" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftn5" name="_ftnref5"&gt;[5]&lt;/a&gt; มองว่า การเมืองแบบ รัฐสภา การอภิปรายถกเถียงกันในสภา เป็นเพียง “ละคร” ซึ่งเป็น “กำลัง” ของกลุ่มทางการเมือง มากกว่าความเป็นปัจเจก ตามแบบเสรีนิยม เพราะ ชมิทท์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อธิบายคำศัพท์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Norm ปทัสถาน&lt;br /&gt;Trust ความไว้วางใจ&lt;br /&gt;The Rule of Law การปกครองที่เกิดจากกฎหมาย&lt;br /&gt;The Rule of man การปกครองโดยมนุษย์&lt;br /&gt;Righteousness ทีมีรากฐานมาจากความถูกต้อง&lt;br /&gt;Rationality เหตุผล&lt;br /&gt;Judgment การประเมินค่า&lt;br /&gt;Normal สิ่งปกติ&lt;br /&gt;Regular กฎ สภาวะทั่วๆไป&lt;br /&gt;Validity ความถูกต้องและแม่นยำ&lt;br /&gt;Desire แรงปรารถนา&lt;br /&gt;Representative ตัวแทน&lt;br /&gt;Artificial ของเทียม&lt;br /&gt;Absolute สัมบูรณ์ (มักจะหมายถึงความอิสระจากอะไรบางอย่าง เช่น รัฐ รัฐธรรมนูญ เป็นต้น)&lt;br /&gt;Pure Law กฎหมายเป็นสิ่งบริษุท&lt;br /&gt;Causa Sui สาเหตุในตัวเอง&lt;br /&gt;Justification ความสมเหตุผล&lt;br /&gt;Demos ประชาชน&lt;br /&gt;Political Association สายสัมพันธ์ทางการเมือง&lt;br /&gt;Ethnos กลุ่มชาติพันธ์&lt;br /&gt;Ethnic nation กลุ่มชาติพันธ์เป็นเกณฑ์&lt;br /&gt;Kinship การเป็นเครือญาติ&lt;br /&gt;Contract สัญญา&lt;br /&gt;Citizenship การเป็นพลเมือง&lt;br /&gt;Universal ความเป็นสากล&lt;br /&gt;Particularistic มีลักษณะเฉพาะ&lt;br /&gt;Collective มวลรวม&lt;br /&gt;Agency ผู้กระทำ&lt;br /&gt;Population ประชากร&lt;br /&gt;People ประชาชน&lt;br /&gt;Legal State การปกครองโดยกฎหมาย หรือ รัฐกฎหมาย&lt;br /&gt;Totalizing รวบรวมทุกอย่างเบ็ดเสร็จ&lt;br /&gt;Autonomous อัตตกฎ (มีอิสระปกครองตนเอง) ความเป็นเอกเทศ&lt;br /&gt;Multitude ฝูงชนที่มีความหลากหลาย (ภาวะที่หลากหลาย)&lt;br /&gt;Extra Legality สิ่งที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย เช่น การเมือง&lt;br /&gt;Endless circle สภาวะวงจรที่ไม่จบสิ้น&lt;br /&gt;Unconstitutional ปราศจาก (ไร้) ความเป็นรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;Ultimate สุดท้าย เช่น อำนาจตัดสินสุดท้าย&lt;br /&gt;Consent ความยินยอม&lt;br /&gt;Person บุคคล&lt;br /&gt;Rhetoric วาทศิลป์&lt;br /&gt;Identity อัหนึ่งอันเดียวกัน หรือ เหมือนกัน&lt;br /&gt;Personating การเลียนแบบบุคคล&lt;br /&gt;Authorization การมอบอำนาจ&lt;br /&gt;Private ส่วนตัว&lt;br /&gt;Dignity ศักดิ์ศรี&lt;br /&gt;Paradox ย้อนแย้ง&lt;br /&gt;Direct rule ปกครองโดยตรง&lt;br /&gt;Consensus ฉันทานุมัติ&lt;br /&gt;Fantasy ความฝันเฟื่อง&lt;br /&gt;Relativism ความสัมพันธ์นิยม&lt;br /&gt;Basic Norm ปทัสถานขั้นต้น&lt;br /&gt;Infinite regression การถดดอยไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด&lt;br /&gt;Foundation รากฐาน&lt;br /&gt;Neutrality ความเป็นกลาง&lt;br /&gt;Enlightenment ความคิดแบบภูมิธรรม (เน้นเหตุผล ละ สังคม ศาสนา และ การเมือง โบราณ)&lt;br /&gt;Liberation การปลดปล่อย&lt;br /&gt;Welfare State รัฐสวัสดิการณ์&lt;br /&gt;Paternalistic State รัฐพ่ออุปถัภ์&lt;br /&gt;Genetic พันธุกรรม&lt;br /&gt;Monopoly Violence ความรุนแรงแต่เพียงผู้เดียว&lt;br /&gt;Integration บูรณาการ&lt;br /&gt;Absolutist State รัฐสมบูรณาญาสิทธิราช&lt;br /&gt;Modern State รัฐสมัยใหม่&lt;br /&gt;Repressive การกดบังคับ&lt;br /&gt;Will เจตนารมณ์&lt;br /&gt;Professional Politician อาชีพการเมือง&lt;br /&gt;Discipline วินัย&lt;br /&gt;Bureaucracy ความเป็นองค์กร&lt;br /&gt;Eudemonia ความสุขสุดยอด&lt;br /&gt;Homogeneity ความเป็นเอกพันธ์&lt;br /&gt;Modernity สมัยใหม่&lt;br /&gt;Heterogeneity ความแตกต่างหลากหลาย&lt;br /&gt;Differentiation จำแนกแจกแจง&lt;br /&gt;Assimilation การกลืนกลายทางวัฒนธรรม&lt;br /&gt;Deliberative Democracy ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ&lt;br /&gt;Public Reason การยอมรับ&lt;br /&gt;Pluralism พหุนิยม&lt;br /&gt;Dispersed Group กลุ่มกระจัดกระจาย&lt;br /&gt;Nostalgia โหยหาอดีต&lt;br /&gt;Anxiety ความหวาดวิตก&lt;br /&gt;Indigenous knowledge ภูมิปัญญาความรู้ท้องถิ่น&lt;br /&gt;Imagining Community จินตนาการถึงชุมชน&lt;br /&gt;Dependency การพึ่งพิง&lt;br /&gt;Neo Liberalism เสรีนิยมใหม่&lt;br /&gt;Emotion อารมณ์ความรู้สึก&lt;br /&gt;Monitoring การติดตาม&lt;br /&gt;Social Movement ขบวนการทางสังคม&lt;br /&gt;Civil Movement ประชาสังคม&lt;br /&gt;Self Sufficient ระดับที่พอเพียง&lt;br /&gt;Civil Norms บรรทัดฐานของประชาคม&lt;br /&gt;Tyranny ทรราชย์&lt;br /&gt;Accountability การตรวจสอบ&lt;br /&gt;Reason of the State เหตุผลแห่งรัฐ&lt;br /&gt;Exception ข้อยกเว้น หรือ พิเศษ&lt;br /&gt;Patriot Act กฎหมายรักแผ่นดิน&lt;br /&gt;Authoritarianism อำนาจนิยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Royal prerogative พราะราชอำนาจ อำนาจพิเศษ&lt;br /&gt;Judicial Review ตุลาการณภิวัฒน์&lt;br /&gt;Monarchical Network เครือข่ายราชบริพาร&lt;br /&gt;Constitutional Monarchy ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;Oxymoron ปฏิพจน์&lt;br /&gt;Failed State รัฐล้มเหลว&lt;br /&gt;Ad hoc Absolutism อำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์เฉพาะกิจ&lt;br /&gt;The State of Nature ภาวะธรรมชาติ&lt;br /&gt;Coercion การใช้กำลังบังคับ&lt;br /&gt;Re-founding Political Society สถาปนาสังคมการเมืองขึ้นใหม่&lt;br /&gt;Civil disobedience อารยะขัดขัดขืน&lt;br /&gt;Majoritarian democracy ประชาธิปไตยเสียงของข้างมาก&lt;br /&gt;Tyranny of the majority ระบอบทรราชของเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;Risk Society สังคมแห่งความเสี่ยง&lt;br /&gt;Judicial Rule ตุลาการธิปไตย หรือ การปกครองโดยฝ่ายตุลาการ&lt;br /&gt;Minority Ideological อุดมการณ์เสียงข้างน้อย&lt;br /&gt;Majoritarianism ลัทธิเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;Judiciallization of Politics กระบวนการตุลาการภิวัฒน์ของระบอบการปกครอง&lt;br /&gt;Power of judicial review) การตรวจสอบโดยระบบตุลาการ&lt;br /&gt;Prerogative an exclusion or special right, power, or privilege&lt;br /&gt;Binding ผลผูกพัน&lt;br /&gt;Unconventional ฝ่าฝืนธรรมเนียมปฏิบัติ หรือ ไม่ชอบด้วยธรรมเนียมปฏิบัติ&lt;br /&gt;Unconstitutional ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;Aristocracy อภิสิทธิ์ชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn1" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftnref1" name="_ftn1"&gt;[1]&lt;/a&gt; Not according or consistent with the constitution of body politic (as a nation)&lt;br /&gt;&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn2" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftnref2" name="_ftn2"&gt;[2]&lt;/a&gt; ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์แบบสากลแตกต่างจากศักดิ์ศรีของ ตัวแทนในกรอบความคิดของโรมัน เพราะ การมอบอำนาจให้กับตัวแทน บ่งบอกถึงสถานะ และ ศักดิ์ศรี (Dignity) บุคคลในฐานะมนุษญ์ที่มีศักดิ์ศรีเท่านั้น จึงจะสมควรทำหน้าที่เป็นตัวแทน&lt;br /&gt;&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn3" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftnref3" name="_ftn3"&gt;[3]&lt;/a&gt;[3] George Wilhelm Friedrich Hegel เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมัน (1770-1831) เป็นตัวแทนของ German Idealism ได้รับอิทธิพลจาก (Influenced by) Aristotle, Rousseau, Kant (Immanuel Kant) และ เขามีอิทธพลต่อ Fukuyama, Lenin (Vladimir Lenin), Marx (Karl Heinrich Marx),&lt;br /&gt;&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn4" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftnref4" name="_ftn4"&gt;[4]&lt;/a&gt; Paternalism เป็นแนวคิดที่ว่า Pater ในภาษา ลิติน ที่แปลว่า Father จะทำการตัดสินใจ แทนคนอื่น คือ ลูก แสดงให้เห็นว่าความคิดของพ่อ ฉลาดกว่าลูก&lt;br /&gt;&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn5" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftnref5" name="_ftn5"&gt;[5]&lt;/a&gt; Carl Schmitt เป็น นักทฤษฎีการเมือง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และ ศาตราจารย์ด้านกฎหมาย ของ เยอรมันในปลาย ศตวรรษที่ 19 และ 20 งานของเขามีการถกเถียงอย่างกว้างขวางเนื่องจากเขามีส่วนพัวพันกับ”ลัทธินาซี” ศึกษากฎหมาย และ การเมือง ที่ Berlin, Munich, และ Strasbourg , Schmitt เข้าร่วมกับ พรรคนาซี (NSDAP: National Socialist German Workers Party) หรือ เรียกสั้นๆว่า Nazi Party เมื่อ May 1, 1933 ขณะสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัย เบอร์ลิน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เขาถูกจับในปี 1945 โดยกองกำลังของสหรัฐอเมริกา ถูกกักตัวอยู่ใน Interment Camp (สถานกักกันทีเป็นที่ฝังศพ) แห่งหนึ่ง และถูกปล่อยตัวในปีถัดมา 1946 และ เขาได้เริ่มศึกษา International Law ในช่วงปี 1950s : ผลงาน ในปี 1922 เขาเขียนบทความ “Politic Theology” หรือ เทววิทยาการเมือง ซึ่งต่อต้านเสรีประชาธิปไตยว่า “ Sovereign is he who decides on the exception.; ว่าเสรีประชาธิไตยแล้ว จริงๆ เป็น Decisionism ; ในปี 1923 เขาเขียน “The Crisis of Parliament of Democracy” ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Ellen Kennedy เป็นกรอบความคิดว่า อาณาเขต ของรัฐเสรีประชาธิปไตย (State Sovereignty) และ อัตตกฎ (Autonomous) ขึ้นอยู่กับ การแยก ระหว่าง มิตร และ ศัตรู (The distinction between friend and enemy);&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2333564724519959606-5812815956740962689?l=kaewkerd.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kaewkerd.blogspot.com/feeds/5812815956740962689/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://kaewkerd.blogspot.com/2008/12/blog-post_20.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2333564724519959606/posts/default/5812815956740962689'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2333564724519959606/posts/default/5812815956740962689'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaewkerd.blogspot.com/2008/12/blog-post_20.html' title='3.รม. 623 รัฐธรรมนูญกับสถาบันการเมือง'/><author><name>ตรัยรัตน์ แก้วเกิด</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04836047754532497609</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://2.bp.blogspot.com/_NU-332ak8BY/SYJZSrnvqlI/AAAAAAAAC2s/vqm86ALf3zE/S220/IMG_1144.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2333564724519959606.post-8038727274304804659</id><published>2008-12-17T18:30:00.000-08:00</published><updated>2008-12-18T01:43:56.333-08:00</updated><title type='text'>2. รม.622 การเมืองและการปกครองท้องถิ่น</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;strong&gt;สรุปย่อ โครงสร้าง, รูปแบบ, ที่มา, วาระการดำรงตำแหน่งของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไทยและต่างประเทศที่ที่สำคัญ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ไทย, ญี่ปุ่น, สาธารณรัฐฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร, สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน, สหรัฐอมเริกา,&lt;br /&gt;ประเทศออสเตรเลีย และ สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้)&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;๑.ประเทศไทย&lt;br /&gt;โครงสร้าง&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;๑.๑ รูปแบบการปกครองเป็นระบบ รัฐเดี่ยว (Unitary State System)&lt;br /&gt;๑.๒ โครงสร้างการบริหารงานแผ่นดิน แบ่งเป็น ๓ ระดับ คือ&lt;br /&gt;(๑) การปกครองส่วนกลาง&lt;br /&gt;(๒) การปกครองส่วน ภูมิภาค&lt;br /&gt;(๓) การปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;๑.๓ โครงสร้างภายนอก&lt;br /&gt;ระดับชั้นของการปกครองท้องถิ่น- ๒ ระดับ (Two Tier System)&lt;br /&gt;(๑) รูปแบบทั่วไป&lt;br /&gt;- องค์การบริหารส่วน จังหวัด หรือ อบจ.&lt;br /&gt;- เทศบาล และ องค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต.&lt;br /&gt;(๒) รูปแบบ พิเศษ&lt;br /&gt;- กรุงเทพมหานคร (พรบ. พ.ศ. ๒๕๑๘ และ พ.ศ. ๒๕๒๘) และ เมืองพัทยา (พรบ. พ.ศ.๒๕๒๑)&lt;br /&gt;๑.๔ โครงสร้างภายใน&lt;br /&gt;๑.๑ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ และ พรบ.แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒ ของ การกระจายอำนาจ (Decentralization) โดยโครงสร้างประกอบด้วย&lt;br /&gt;(๑) สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (สภา อบจ.)&lt;br /&gt;(๑.๑) ที่มา - จากการเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชน และ ลับ&lt;br /&gt;(๑.๒) จำนวนสมาชิก – ใช้เกณฑ์จำนวนราษฎร (จำนวนสมาชิก สภา อบจ. ๒๔ – ๔๘ คน)&lt;br /&gt;(๑.๓) วาระการดำรงตำแหน่ง คราวละ ๔ ปี&lt;br /&gt;(๑.๔) อำนาจหน้าที่ - เป็นฝ่าย นิติบัญญัติ&lt;br /&gt;(๒) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;(๒.๑) ที่มา- ตาม พรบ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๓๖ กำหนดให้ นายกสภา อบจ. ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชน และ ลับ&lt;br /&gt;(๒.๒) อำนาจหน้าที่ – เป็นฝ่ายบริหาร&lt;br /&gt;(๒.๓) ระการดำรงดำแหน่ง คราวละ ๔ ปี&lt;br /&gt;๑.๒ เทศบาล และ องการบริหารส่วนตำบล (อบต.)&lt;br /&gt;- การกระจายอำนาจ&lt;br /&gt;- ความเป็นอิสระ&lt;br /&gt;- การส่งเสริมประชาธิปไตย&lt;br /&gt;(หมายเหตุ:&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn1" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftn1" name="_ftnref1"&gt;[1]&lt;/a&gt; จากการศึกษา Local Government ของ England and Wales พบ ว่า Councilor&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn2" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftn2" name="_ftnref2"&gt;[2]&lt;/a&gt; ของ County Council มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในท้องถิ่น และ มีวาระในตำแหน่ง ๔ ปี แต่เฉลี่ยแล้วส่วนใหญ่ Councillor&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn3" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftn3" name="_ftnref3"&gt;[3]&lt;/a&gt; คนหนึ่ง ของ England and Wales จะอยู่ในตำแหน่ง ๘ ปี คือ ๒ สมัย,และ District Council (East Hampshire District Council) ช่วยในการให้ความรู้ประชาชน เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ใน primary และ secondary school โดยการจัดสอน ด้าน voting, running a ballot, supply box และ อุปกรณ์ในการเลือกตั้ง เช่น stamping instrument, electoral role และ ballot box&lt;br /&gt;Local Government ของ England and Wales&lt;br /&gt;๑. Community safety and Crime Reduction&lt;br /&gt;๒. Tax and Spending&lt;br /&gt;a. Local Gov. spending GBP 83.8 billion (2005-2006)&lt;br /&gt;b. Money come from&lt;br /&gt;i. Central Government: 52% Gov. Grant&lt;br /&gt;ii. Business rates: Non domestic rates 21%&lt;br /&gt;iii. Council Tax : 27%&lt;br /&gt;c. Spending for education services 41.7 %, and social services 20.3%&lt;br /&gt;๓. Education and Lifelong Learning: All county councils have major role to support.)&lt;br /&gt;๔. Youth Cabinet ต.ย. West Sussex County Council ได้ตั้ง Youth Parliament โดยให้ Adults Cabinet ไปเยี่ยม และมีการประชุม กับ Youth Cabinet เดือนละครั้ง และ ขณะเดียวกัน ก็มีตาราง ให้ Youth member ไป ร่วมวางแผน และ แสดงความคิดเห็น มีการประชุม ร่วมกัน&lt;br /&gt;ตาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หมวด ๑๔ การปกครองท้องถิ่น (มาตรา ๒๘๑ – ๒๙๐) มาตรา ๒๘๙ วรรค ๒ ....” องค์กรปกครองท้องถิ่นย่อมมีสิทธิที่จะจัดการจัดการศึกษา อบรม......(วรรคสุดท้าย)โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับมาตรฐานและระบบการศึกษาของชติ&lt;br /&gt;มาตรา ๒๘๓ ว่าด้วยอำนาจ และ หน้าที่ ในการให้บริการสาธารณะ และ ความเป๋นอิสระในการกำหนด นโยบาย การบริหาร การจัดบริการ สาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงินการคลัง .....&lt;br /&gt;(ตรงกับ หมวด ๙ (มตรา ๒๘๒-๒๙๐) มาตรา ๒๘๔ ตาม รฐน ปี ๒๕๔๐)&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;๒. ญี่ปุ่น&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;๒.๑ รูปแบบการปกครองเป็นระบบ รัฐเดี่ยว (Unitary State System)&lt;br /&gt;๒.๒ โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน แบ่งเป็น เพียง ๒ ส่วนคือ การปกครองส่วนกลาง และ การปกครองส่วนท้องถิ่น (ไม่มีการปกครองส่วนภูมิภาค)&lt;br /&gt;๒.๓ โครงสร้างภายนอก&lt;br /&gt;โครงสร้างการบริหารงานทองถิ่น แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ รูปแบบทั่วไป และ รูปแบบพิเศษ&lt;br /&gt;(๑) รูปแบบทั่วไปแบ่งเป็น ๒ ระดับ (Two Tier System)&lt;br /&gt;ระดับ จังหวัด (Prefectures) มี ๔๗ prefectures แต่ละ จังหวัดประกอบด้วย city, village และ town&lt;br /&gt;ระดับ เทศบาล (Municipal) แบ่งเป็น เทศบาลนคร(Cities/Shi ), เทศบาลเมือง (Towns/Cho or Machi) และ เทศบาลหมู่บ้าน (Village/Son or Mura)&lt;br /&gt;(๒) รูปแบบพิเศษ แบ่งเป็น ๕ แบบ ตามสภาพแวดล้อม คือ เขตพิเศษ (Special Wards / Ku), สหภาพองค์กรปกครองท้องถิ่น (Cooperatives of Local Authorities / Jimu-Kumiai), เขตทรัพย์สิน (Properties Wards), และ บรรษัทพัฒนาท้องถิ่น (Local Development Corporations)&lt;br /&gt;๒.๔ โครงสร้างภายใน&lt;br /&gt;(๑) สภาท้องถิ่น สมาชิกสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อยู่ในตำแหน่งคราวละ ๔ ปี&lt;br /&gt;(๒) ฝ่ายบริหาร ประกอบด้วย&lt;br /&gt;หัวหน้าฝ่ายบริหาร มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชน อยู่ในตำแหน่งคราวละ ๔ ปี&lt;br /&gt;คณะกรรมการบริหารฝ่ายต่างๆ ส่วนใหญ่มาจากการแต่งตั้ง และ ได้รับการอนุมัติจากสภาท้องถิ่น อยู่ในตำแหน่งคราวละ ๓-๔ ปี มีหน้าที่ถ่วงดุล อำนาจบริหารของผู้ว่าราชการจังหวัด และ นายกเทศมนตรี&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;๓. สาธารณรัฐฝรั่งเศส&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;๓.๑ รูปแบบการปกครองเป็นระบบ รัฐเดี่ยว (Unitary State System)&lt;br /&gt;๓.๒ โครงสร้างการบริหาราชการแผ่นดิน แบ่งเป็น ๓ ระดับ (Levels) คือ&lt;br /&gt;(๑) การปกครองส่วนกลาง ประกอบด้วย&lt;br /&gt;(๑.๑) ประธานาธิปดี มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน&lt;br /&gt;(๑.๒) นายกรัฐมนตรี มาจากการแต่งตั้ง และ เป็น หัวหน้าคณะบริหาร&lt;br /&gt;(๑.๓) คณะรัฐมนตรี&lt;br /&gt;(๒) การปกครองส่วนภูมิภาคเป็นการปกครองท้องถิ่น แบบ การแบ่งอำนาจออกไป (De-concentration) โดยให้ตัวแทนของรัฐเข้าไปดูแล และ บริหาร โดย การบริหารราชการภูมิภาคแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด และ ผู้ว่าการประจำภูมิภาค&lt;br /&gt;(๓) การปกครองส่วนท้องถิ่น แบบ เทศบาล หรือ “Commune” ปัจจุบันมี ๓๖,๖๗๙ communes (หรือ municipalities)&lt;br /&gt;๓.๓ โครงสร้างภายนอก&lt;br /&gt;รูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบ่งเป็น คือ&lt;br /&gt;(๑) เทศบาล (Commune)&lt;br /&gt;(๒) จังหวัด (Department) ฝรั่งเศส มี ๑๐๐ จังหวัด 96 &lt;a title="Département" href="http://www.bookrags.com/D%C3%A9partement"&gt;départements&lt;/a&gt; and 4 &lt;a title="Département d'outre-mer" href="http://www.bookrags.com/D%C3%A9partement_d%27outre-mer"&gt;départements d'outre-mer&lt;/a&gt; (&lt;a title="Réunion" href="http://www.bookrags.com/R%C3%A9union"&gt;Réunion&lt;/a&gt;, &lt;a title="Guadeloupe" href="http://www.bookrags.com/Guadeloupe"&gt;Guadeloupe&lt;/a&gt;, &lt;a title="Martinique" href="http://www.bookrags.com/Martinique"&gt;Martinique&lt;/a&gt; and &lt;a title="French Guiana" href="http://www.bookrags.com/French_Guiana"&gt;French Guiana&lt;/a&gt;).&lt;br /&gt;(๓) ภาค ฝรั่งเศสมี ๒๖ ภาค (Region) 22 Régions and 4 Régions d'outre-mer (&lt;a title="Réunion" href="http://www.bookrags.com/R%C3%A9union"&gt;Réunion&lt;/a&gt;, &lt;a title="Martinique" href="http://www.bookrags.com/Martinique"&gt;Martinique&lt;/a&gt;, &lt;a title="Guadeloupe" href="http://www.bookrags.com/Guadeloupe"&gt;Guadeloupe&lt;/a&gt; and &lt;a title="French Guiana" href="http://www.bookrags.com/French_Guiana"&gt;French Guiana&lt;/a&gt;).&lt;br /&gt;จะเห็นว่า ฝรั่งเศสมี ผู้ว่าราชการจังหวัด ๑๐๐ คน มาจาก ส่วนกลาง และ ๒๖ คน ใน ๑๐๐ คน ก็มีตำแหน่ง เป็นหัวหน้าภาคด้วย คือ มี ๒๖ คน ที่สวมหมวก สองใบ&lt;br /&gt;(๔) การปกครองท้องถิ่น รูปแบบพิเศษ&lt;br /&gt;(๔.๑) นครปารีส เทศบาลนครปารีส, จังหวัดปารีส และ เขต&lt;br /&gt;(๔.๒) เมืองใหญ่ (Lyon และ Marseille)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓.๔ โครงสร้างภายใน&lt;br /&gt;การปกครองท้องถิ่น แบ่งเป็น ๓ รูปแบบ คือ&lt;br /&gt;(๑) เทศบาล ประกอบด้วย&lt;br /&gt;(๑.๑) สภาเทศบาล สมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน และ มีวาระการดำรงตั้งแหน่งคราวละ ๖ ปี&lt;br /&gt;(๑.๒) นายกเทศมนตรี (Maire) เป็นผู้นำบริหารที่มาจากการเลือกตั้งโดยทางอ้อม คือ สามชิกสภาเทศบาล เป็นผู้เลือก&lt;br /&gt;(๒) จังหวัด ประกอบด้วย&lt;br /&gt;(๒.๑) สภาจังหวัด (Conseil General) ฝ่าย นิติบัญญัติ สมาชิก มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนภายในเขตจังหวัด&lt;br /&gt;(๒.๒) ประธานสภาจังหวัด (President du Conseil General) ทำหน้าที่ฝ่าย บริหาร มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม จากสมาชิกสภาจังหวัด มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๓ ปี&lt;br /&gt;(๒.๓) คณะกรรมมาธิการจังหวัด (Departmental Bureau) เป็นตัวเชื่อม ระหว่าง ฝ่าย นิติบัญญัติ และ ฝ่ายบริหาร มาจาก ประธานสภาจังหวัด, รองประธานสภาจังหวัด (๔-๑๐ คน) และ จาก สมาชิกสภาจังหวัด&lt;br /&gt;(๓) ภาค ประกอบด้วย&lt;br /&gt;(๓.๑) สภาภาค (Conseil Regional) ทำหน้าที่ ฝ่ายสภา หรือ นิติบัญญัติ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๖ ปี&lt;br /&gt;(๓.๒) ประธานสภาภาค (President du Conseil Regional) ทำหน้าที่ฝ่าบริหาร มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม คือ จาก สมาชิกสภาภาค มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๖ ปี&lt;br /&gt;(๓.๓) คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคม (Comite Economique et Social – ECOSCs) มาจากสมาชิก ๔ ประเภท คือ ตัวแทนวิสาหกิจและผู้ประกอบอาชีพอิระ, ตัวแทนสหภาพแรงงาน, ตัวแทนขององค์กรที่มีส่วนร่วม ในการดำเนินกิจกรรมของภาค, และ ผู้ทรงคุณวุฒิ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๖ ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;๔. สหราชอาณาจักร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;๔.๑ โครงสร้างภายนอก - รูปแบบการปกครองของสหราชอาณาจักรเป็นระบบ รัฐเดี่ยว (Unitary State System) เน้นการรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง United Kingdom มีพื้นที่ปกครองที่สำคัญ ๔ เขต คือ อังกฤษ (England), เวลส์ (Welsh), สกอตแลนด์ (Scotland) และ ไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland)&lt;br /&gt;๔.๒ โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน แบ่งเป็น ๒ ระดับ ( two levels) คือ&lt;br /&gt;(๑) การปกครองส่วนกลาง&lt;br /&gt;(๒) การปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;ไม่มีการปกครองส่วนภูมิภาค&lt;br /&gt;๔.๓ โครงสร้างการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะ อังกฤษ เป็นประเทศที่มีพลวัต ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสูง โดยเฉพาะนโยบายของรัฐบาลพรรคแรงงาน ในกรอบความคิดว่าด้วย “การถ่ายโอนอำนาจ :Devolution) ภายในอังกฤษเอง ซึ่งเน้น ภูมิภาคนิยม และ การกระจายอำนาจ ( Regionalism and Decentralization)&lt;br /&gt;๔.๔ โครงสร้างภายนอก&lt;br /&gt;(๑) โครงสร้างการปกครองท้องถิ่น ก่อนสมัย รัฐบาลของนาง มาร์กาเร็ต แธชเชอร์ (Margaret Thatcher) โครงสร้างเป็นแบบ ๒ ระดับ (two tier) คือ&lt;br /&gt;(๑.๑) สภาเขต (County Councils) เป็นโครงสร้างชั้นบน หรือ upper tier ปัจจุบันมี ๓๔ หน่วย และ ในแต่ละเขต หรือ county จะประกอบ ด้วยสภาแขวง ซึ่งเป็น Lower Tier ปัจจุบันมี ๒๓๘ หน่วย&lt;br /&gt;(๑.๒) สภาแขวง (District Councils)&lt;br /&gt;ปัจจุบันโครงสร้างแบบ ๒ ชั้น เป็นรูปแบบการปกครองท้องถิ่นในเขตนอกมหานคร&lt;br /&gt;โครงสร้างการปกครองท้องถิ่น สมัย รัฐบาลนาง มาร์กาเร็ต แธชเชอร์ ต้องการปรับโครงสร้างใหม่แบบชั้นเดียวทั่วประเทศ โดยเน้นการยุบรวมเข้าด้วยกัน (Amalgamation) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการ แต่ได้รับการคัดค้านจากประชาชนและหน่วยการปกครองท้องถิ่นหลายแห่ง&lt;br /&gt;การปกครองท้องถิ่นแบบชั้นเดียว เป็นการปกครองท้องถิ่นในเขตมหานครลอนดอน โดยรัฐบาลของพรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) ในปี ค.ศ. ๑๙๘๖ ได้ทำการยุบโครงสร้างชั้นบน คือสภาแห่งมหานครลอนดอน (Greater London Council) เหลือชั้นเดียวคือสภาเขตแห่งลอนดอน (London Borough Councils) และกลับมาใช้เป็บแบบ ๒ ชั้น อีกครั้งในปัจจุบัน&lt;br /&gt;(๒) โครงสร้างการปกครองท้องถิ่นที่เป็นชั้นเดียว มีอยู่ ๒ รูปแบบคือ&lt;br /&gt;(๒.๑) สภามหานคร (Metropolitan District Councils) เป็นรูปแบบที่นำมาใช้ในเขตที่มีความเจริญและมีความหนาแน่นของประชากรสูง&lt;br /&gt;(๒.๒) สภาเอกรูป (Unitary Authority) เกิดจากการยุบรวมเอาหน่วยการปกครองท้องถิ่นขาดเล็กเช่น สภาแขวงเข้าด้วยกัน&lt;br /&gt;ดังนั้นโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นของ สหราชอาณาจักร จึงเป็นแบบ ผสมผสาน (Hybridity)&lt;br /&gt;๔.๕ โครงสร้างภายในองค์กรปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;(๑) ฝ่ายบริหาร สามารถเลือกที่มาของ ผู้บริหารได้ ๓ รูปแบบคือ&lt;br /&gt;(๑.๑) รูปแบบนายกเทศมนตรีทางตรงบริหารร่วมกับคณะเทศมนตรี โดยนายกเทศมนตรีมาจากการเลือกตั้งตรงจากประชาชน ทำงานร่วมกับ คณะเทศมนตรีที่ นายกเทศมนตรีเป็นผู้เลือก จากสมาชิกสภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง เช่นกัน&lt;br /&gt;(๑.๒) รูปแบบคณะเทศมนตรีบริหารร่วมกับนายกเทศมนตรีทางอ้อม คล้ายคลึงของไทย คือ สมาชิกสภาท้องถิ่นมาจากการเลือตั้งโดยตรงจากประชาชน และ สภาท้องถิ่นเลือก นายกเทศมนตรีจาก สมาชิกสภาเพื่อทำหน้าที่ บริหาร&lt;br /&gt;(๑.๓) รูปแบบนายกเทศมนตรีทางตรงบริหารร่วมกับผู้จัดการสภา นำระบบ “สภาและผู้จัดการ” แบบ สหรัฐอเมริกา มาปรับใช้ นายกเทศมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้นำท้องถิ่น และ กำหนดกรอบนโยบายเพียงกว้างๆ และ มอบหมายให้ “ผู้จัดการสภา” ที่มาจากการแต่งตั้งของสภา ทำหน้าที่บริหาร&lt;br /&gt;(๒) ฝ่ายสภา&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;๕. สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;๕.๑ รูปแบบการปกครองเป็นระบบ รัฐเดี่ยว (Unitary State System)&lt;br /&gt;๕.๒ โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน แบ่งเป็น ๒ ระดับ คือ รัฐบาลกลาง และ รัฐบาลท้องถิ่น หรือ การปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;๕.๓ โครงสร้างภายนอก&lt;br /&gt;โครงสร้างการปกครองท้องถิ่น แบ่งเป็น ๒ ระดับ (๒ รูปแบบ) คือ&lt;br /&gt;(๑) แบบทั่วไป&lt;br /&gt;(๑.๑) ระดับบน (Upper Tier) ประกอบด้วย จังหวัด (Province /Do) มี ๙ จังหวัด และ มหานคร (Metropolitan) มี ๖ มหานคร&lt;br /&gt;(๑.๒) ระดับล่าง (Lower Tier) ประกอบด้วย เมือง (City) และ Kun (County) รวม ๑๕๘ แห่ง&lt;br /&gt;(๒) รูปแบบพิเศษ มีเพียงแห่งเดียว คือ กรุงโซล แบ่งเป็น ๒ ระดับ คือ&lt;br /&gt;(๒.๑) Seoul Special Metropolitan มี ๑ แห่ง&lt;br /&gt;(๒.๒) เขตปกครอง (Ku) มี ๒๕ แห่ง&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;๖. สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;๖.๑ รูปแบบการปกครองเป็นระบบ สหพันธรัฐ (Federal State System)&lt;br /&gt;๖.๒ โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน แบ่งเป็น ๓ ระดับคือ&lt;br /&gt;(๑) การปกครองระดับ สหพันธรัฐ (Bund)&lt;br /&gt;(๒) การปกครองระดับ มลรัฐ และ&lt;br /&gt;(๓) การปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;๖.๓ โครงสร้างการปกครองท้องถิ่น ภายนอกแบ่งเป็น ๒ ชั้น (Two Tier System) คือ&lt;br /&gt;(๑) อำเภอ (Kreis) แบ่งเป็น อำเภอในเขตชนบท (Landkreis) และ อำเภอในเขตนคร (Statdtkreis)&lt;br /&gt;(๒) เทศบาล (Gemeinden)&lt;br /&gt;๖.๓ โครงสร้างการปกครองภายในท้องถิ่นแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ&lt;br /&gt;(๑) สภาเทศบาล สมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรง อยู่ในวาระตำแหน่งคราวละ ๔ หรือ ๕ ปี&lt;br /&gt;(๒) ฝ่ายบริหาร มีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับโครงสร้างของเทศบาล มีนายกเทศมนตรี (Mayor) เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารมาจากการเลือตั้งโดยตรงจากประชาชน&lt;br /&gt;๖.๔ รูปแบบโครงสร้งของเทศบาลแบ่งเป็น ๔ รูปแบบคือ&lt;br /&gt;(๑) แบบ คณะบริหาร (Magistrate’s Constitution)&lt;br /&gt;(๒) แบบ นายกเทศมนตรี (Mayoral Constitution)&lt;br /&gt;(๓) แบบสภาในเขตเยอรมันนีภาคเหนือ (Northern Germany Council Constitution)&lt;br /&gt;(๔) แบบสภา ของเขตเยอรมันนีภาคใต้ (Southern Germany Council Constitution)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;๗. สหรัฐอมเริกา&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;๗.๑ รูปแบบการปกครองเป็นระบบ สหพันธรัฐ (Federal State System)&lt;br /&gt;๗.๒ โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน แบ่งเป็น ๓ ระดับคือ&lt;br /&gt;(๑) การปกครองส่วนกลาง (Federal Government) เป็นหน่วยการปกครองสูงสุด และ มีรัฐธรรมนูญของสหพันธ์ ประกอบด้วย&lt;br /&gt;(๑.๑) ฝ่ายบริหาร – ประธานาธิบดี&lt;br /&gt;(๑.๒) สภานิติบัญญัติ ประกอบด้วย ๒ สภาคือ&lt;br /&gt;ก) สภาสูง หรือ วุฒิสภา (House of State) มาจากการเลือตั้งโดยตรง จากประชาชน มลรัฐละ ๒ คน (รวมเป็น ๑๐๐ คน จาก ๕๐ มลรัฐ)&lt;br /&gt;ข) สภาล่าง หรือ สภาผู้แทนราษฎร (House of Representative) มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน แต่จำนวนสมชิกขันอยู่กับ จำนวนประชากร ในแต่ละ มลรัฐ&lt;br /&gt;ค) ศาลสูง (Supreme Court) หัวหน้าศาลสูงมาจาก การแต่งตั้งของประธานาธิบดี&lt;br /&gt;(๒) การปกครองในระดับมลรัฐ (State Government) มีรัฐธรรมนูญปกครองตนเอง ประกอบด้วย ๓ ฝ่าย เหมือน Federal Government คือ&lt;br /&gt;ก) ฝ่ายบริหาร – ผู้ว่าการมลรัฐ (Governor) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เป็น หัวหน้าสูงสุด&lt;br /&gt;ข) ฝ่ายนิติบัญญัติหรือ สภามลรัฐ ก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรง&lt;br /&gt;ค) ฝ่ายตุลาการ มาจากการเลือตั้งของประชาชน&lt;br /&gt;(๓) การปกครองท้องถิ่น (Local Government) รัฐธรรมนูญสหพันธรัฐ ไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการปกครองทิ้งถิ่น เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญของแต่ละมลรัฐ&lt;br /&gt;๗.๔ โครงสร้างภายนอก&lt;br /&gt;โครงสร้างการปกครองท้องถิ่น (Local Government) แบ่งเป็น ๕ รูปแบบ&lt;br /&gt;(๑) County เป็นแขน ขา ของ มลรัฐ แบ่งตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ที่ครอบคลุม(Geographical area) และ จำนวนประชากร ใน”หลุยเซียน่า”( Louisiana) เรียก “แพริช: Parishes”, ใน “อลาสก้า” (Alaska) เรียก “เบอเร่อ: Borough”&lt;br /&gt;ใน ๔๘ มลรัฐของ อเมริการ มี เคาน์ตี้ ทั้งหมด ๓,๑๔๑ เคาน์ตี้ เรียกว่า County ๓,๐๐๗ แห่ง, ๑๖ เบอร์เร่อ และ และ ๑๑ Census Areasใน อลาสก้า , ๖๔ แพริช ใน หลุยเซียน่า , ๔๒ independent cities (1 in Maryland, 1 in Missouri, 1 in Nevada, and the remainder in Virginia), 1 district ใน โคลัมเบีย.&lt;br /&gt;ยกเว้น “รัฐ คอนเนคติกัท” (Connecticut) และ “รัฐโรดไอร์แลนด์” (Rhode Island) จะไม่มีการปกครองท้องถิ่น แบบ County ? ??? (จากหนังสือ อ.นครินทร์ หน้า ๓๒๐)&lt;br /&gt;Rhode Island มี Cities &amp;amp; Towns ๓๙ แห่ง&lt;br /&gt;Connecticut จะมี Counties 8, Towns 169, Cities 21, Boroughs 9 ( จาก&lt;br /&gt;County ประกอบด้วยหลายๆ Township (๑๐ – ๒๐ แห่ง)&lt;br /&gt;(๒) Municipality หรือ City ต่างจาก County ในแง่ของ กำเนิด และ ภาระกิจหน้าที่ ซิตี้ มีหน้าที่หลายอย่างกว่า County และ เป็นพื้นฐานชุมชนเดิมของ อเมริกา มีอำนาจในการตัดสินใจสูง โครงสร้างและหน้าที่ถูกกำหนดอยู่ใน “กฎบัตร: Charter” ของ มลรัฐ แม้ที่มาจะมาจากการริเริ่มของประชาชน โครงสร้างภายในของ ซิตี้ในอเมริกา มีหลายรูปแบบ คือ&lt;br /&gt;(๒.๑) รูปแบบ นายกเทศมนตรี-สภา (Mayor – Council)&lt;br /&gt;(๒.๒) รูปแบบ กรรมการ (Commission)&lt;br /&gt;(๒.๓) รูปแบบ สภา – ผู้จัดการ (Council – Manager)&lt;br /&gt;(๒.๔) รูปแบบ ที่ประชุมเมือง (Town Meeting) และ&lt;br /&gt;(๒.๕) รูปแบบ ที่ประชุมเมืองแบบตัวแทน (Representative Town Meeting)&lt;br /&gt;ส่วนใหญ่จะใช้ แบบ (๒.๑)&lt;br /&gt;(๓) Town and Township&lt;br /&gt;(๓.๑) ทาวน์ เป็นการปกครองท้องถิ่น ที่เก่าแก่ เดิม เป็นประชาธิปไตยทางตรง แต่เมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงเป็นประชาธิปไตยแบบ ตัวแทน&lt;br /&gt;(๓.๒) ทาวน์ชิพ ทำหน้าที่ คล้ายๆ County แต่ ทาวน์ชิพ ไม่ได้มีอยู่ทุกมลรัฐ เพราะเป็นหน่วยย่อยของ county ที่ทำหน้าที่แทน county ในระดับรากหญ้า เช่น การเลือกตั้ง การบำรุงรักษาถนน การดับเพลิง การเก็บภาษี&lt;br /&gt;(๔) Special District ตั้งขึ้นมาทำหน้าที่เฉพาะ เพียง ๒-๓ หน้าที่ (Special Purpose) หรือ งานและบริการที่หน่วยการปกครองอื่นไม่ทำ เช่น งานป้องกันอัคคีภัย เขตกำจัดปฏิกูล ฌาปาณกิจศพ&lt;br /&gt;(๕) School District ถือว่าเป็นเขตพิเศษ ทำหน้าที่เดียว เนื่องจาก อเมริกามีการจัดการด้านการศึกษา ที่มีความแตกต่างหลากหลาย บริหารโดยคณะกรรมการที่มาจากการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;๘. ประเทศออสเตรเลีย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;๘.๑ รูปแบบการปกครองเป็นระบบ สหพันธรัฐ (Federal State System)&lt;br /&gt;หรือ ระบบรัฐบาลจักรภพ (Commonwealth Government) ประกอบด้วย ๖ “มลรัฐ:State” และ ๒ ดินแดน&lt;br /&gt;๘.๒ โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน แบ่งเป็น ๓ ชั้น (Three Tier System)&lt;br /&gt;(๑) สหพันธรัฐ&lt;br /&gt;(๒) รัฐ (States) มีทั้งหมด ๖ รัฐ New South Wales, Victoria, Queensland, South Australia, Western Australia, และ Tasmania, กับ ๒ ดินแดน คือ Northern Territory และ Australia Capital Territory.&lt;br /&gt;(๓) ท้องถิ่น มีชั้นเดียว (One Tier System) คือ เทศบาล ( Municipality )&lt;br /&gt;๘.๓ โครงสร้างภายนอก&lt;br /&gt;เป็นแบบ ระบบชั้นเดียว (One Tier System) มีรูปแบบการปกครองเดียว คือ เทศบาล (Municipality) มี ๗๒๗ แห่ง&lt;br /&gt;๘.๔ โครงสร้างภายใน&lt;br /&gt;การปกครองท้องถิ่น แบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ&lt;br /&gt;(๑) ฝ่ายบริหาร ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง มาจากการว่าจ้างของสภาเทศบาล แบ่งงานออกเป็น แผนก (Department) หลายๆแผนก เหมือนการบริหารงานบริษัทเอกชน&lt;br /&gt;(๑.๑) หัวหน้าบริหาร (CEO: Chief Executive Officer) มาจากการแต่งตั้ง และ เป็นสัญญาจ้างงาน&lt;br /&gt;(๑.๒) ผู้ช่วยปฏิบัติงาน (Senior Staff) ได้รับการแต่งตั้ง และ สัญญาจ้างงาน&lt;br /&gt;(๑.๓) เจ้าพนักงานท้องถิ่น (Council Staff) แต่งตั้ง และ สัญญาจ้างงาน&lt;br /&gt;(๒) สภาเทศบาล (Councils) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ประกอบด้วย&lt;br /&gt;(๒.๑) นายกเทศมนตรี (Mayor of Council) มาจากการเลือกตั้งอ้อม จากสมาชิกสภาเทศบาล&lt;br /&gt;(๒.๒) สมาชิกสภา (Councilors) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน จำนวนสมาชิกขึ้นอยู่กับพื้นที่ และ จำนวนประชากร (จำนวน ๙ – ๒๑ คน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;In &lt;a title="France" href="http://www.bookrags.com/France"&gt;France&lt;/a&gt;, a préfecture is the &lt;a title="Capital" href="http://www.bookrags.com/Capital"&gt;capital&lt;/a&gt; city of a &lt;a title="Département" href="http://www.bookrags.com/D%C3%A9partement"&gt;département&lt;/a&gt;. As there are 100 départements in France, there are 100 préfectures in France. A préfecture de région is the capital city of a &lt;a title="Région" href="http://www.bookrags.com/R%C3%A9gion"&gt;région&lt;/a&gt;.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn1" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftnref1" name="_ftn1"&gt;[1]&lt;/a&gt; “Local Government Matters: facts and figures about local council 2505-2506&lt;br /&gt;&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn2" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftnref2" name="_ftn2"&gt;[2]&lt;/a&gt; สะกดแบบ อเมริกา&lt;br /&gt;&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn3" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftnref3" name="_ftn3"&gt;[3]&lt;/a&gt; สะกดแบบ อังกฤษ&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;strong&gt;โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินของไทย&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;การบริหารราชการแผ่นดิน ของไทยปัจจุบัน ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2545 แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ&lt;br /&gt;1. การบริหารราชการส่วนกลาง บริหารงานตามหลักการรวมอำนาจ (Centralization)&lt;br /&gt;2. การบริหารราขการส่วนภูมิภาค เป็นการบริหารงาน ตามหลักการแบ่งอำนาจ หรือ มอบอำนาจ (Deconcentration)&lt;br /&gt;3. การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น เป็นการบริหารงาน ตามหลัก การกระจายอำนาจ (Decentralization)&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การปกครองท้องถิ่นของไทย มีอยู่ 2 ประเภท คือ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;1. รูปแบบทั่วไป แบ่งเป็น 2 ระดับ หรือ ชั้น (tier) คือ&lt;br /&gt;a. องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)&lt;br /&gt;b. เทศบาล และ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)&lt;br /&gt;2. รูปแบบพิเศษ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) และ เมืองพัทยา&lt;br /&gt;มาตรา 285 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 กำหนดให้ สมาชิกสภาท้องถิ่น ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน&lt;br /&gt;องค์กรบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จัดโครงสร้างตาม พระราชบัญญัติองค์กรบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ. 2542 แบ่งการบริหารเป็น 2 ส่วน คือ&lt;br /&gt;1. สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (สภา อบจ.)&lt;br /&gt;2. นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 แยกข้าราชการส่วนภูมิภาคออกจากราชการส่วนท้องถิ่น ผู้ว่าราชการจังหวัดพ้นจากตำแหน่งยานกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปี 2546 รัฐสภาผ่านพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติม องค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ ๓) ทำให้ นายก อบจ.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ซึ่งเดิม มาจากมติของสภา อบจ.&lt;br /&gt;เทศบาล เป็นหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยที่เก่าแก่ที่สุด คือเริ่มมีการสถาปนามาตั้งแต่ พ.ศ. 2476 เทศบาลของไทยแบ่งเป็น 3 ประเภทคือ เทศบาล นคร, เทศบาล เมือง และ เทศบาล ตำบล โครงสร้างแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ สภาเทศบาลฝ่าย นิติบัญญัติ และ คณะเทศมนตรี หรือ นายกเทศมนตรี เป็นฝ่ายบริหาร&lt;br /&gt;สภาเทศบาล ควบคุมและตรวจสอบฝ่ายบริหาร สมชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนอยู่ในวาระคราวละ 4 ปี&lt;br /&gt;คณะเทศมนตรี หรือ นายกเทศมนตรี องค์ประกอบตาม พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 (รวมทั้งแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2542) และ การแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติเทศบาล ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2543&lt;br /&gt;องค์การบริหารส่วนตำบล ได้รับการยกฐานะเป็น สภาตำบล ตามพระราชบัญญัติสภาตำบล พ.ศ. 2537 และ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2542 และ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2546&lt;br /&gt;1. สภาองค์การบริหารส่วนตำบล&lt;br /&gt;2. คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล&lt;br /&gt;กรุงเทพมหานคร จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ต่อมา พ.ศ. 2528 ได้มีการออกพระราชบัญญัติ ปรับปรุงการบริหารราชการกรุงเทพมหานครให้มีอิสระจาก ส่วนกลางมากขึ้น องค์ประกอบ&lt;br /&gt;1. สภากรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;2. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;กรุงเทพมหานคร แบ่งการปกครองออกเป็น 50 เขต(ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล) เขตประกอบด้วย&lt;br /&gt;1. สภาเขต&lt;br /&gt;2. สำนักงานเขต&lt;br /&gt;เมืองพัทยา ตั้งโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารเมือง พัทยา พ.ศ. 2521&lt;br /&gt;พ.ศ. 2542 ได้มีการตราพราชบัญญัติ ระเบียบบรอหารราชการเมือง พัทยาใหม่ ตามกรอบรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 โครงสร้างภายในประกอบด้วย&lt;br /&gt;1. สภาเมือง พัทยา&lt;br /&gt;2. นายกเมือง พัทยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;รัฐธรรมนูญ 2550&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;หมวด 14 การปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;มาตรา 272 – 281&lt;br /&gt;มตรา 272 พูดถึงความเป็น อิสระของท้องถิ่น บริการสาธารณะ การมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;มาตรา 273 การกำกับดูแล เท่าที่จำเป็นตามกฎหมายบัญญัติ&lt;br /&gt;มาตรา 274 อิสระในการกำหนดนโยบาย การปกครอง การบริหาร การจัดการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงินการคลัง และ อำนาจหน้าที่ของตนโดยเฉพาะ&lt;br /&gt;มาตรา 245 ว่าด้วยองค์ประกอบ ต้องมี สภาท้องถิ่น และ คณะผู้บริหารท้องถิ่น โดย สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง ส่วนคณะผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน หรือ มาจากความเห็นชอบ ของสภาท้องถิ่น การเลืกตั้งใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและ ลับ&lt;br /&gt;วาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี&lt;br /&gt;มาตรา 276 ว่าด้วยประชาชนมีสิทธิลงคะแนนถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น โดยการเข้าชื่อและ การลงคะแนนตามที่กฎหมายบัญญัติ&lt;br /&gt;มาตรา 277 ประชาชนสามารถเข้าชื่อให้สภาท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่นได้&lt;br /&gt;มาตรา 278 การมีส่วนร่วมของประชาชน การออกเสียงประชามติ กรณีที่การกระทำขององค์กรปกครองท้องถิ่นมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน&lt;br /&gt;มาตรา 279 อำนาจการแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน การลงโทษตามกฎหมาย บัญญัติ&lt;br /&gt;มาตรา 280 การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น การฝึกอบรม&lt;br /&gt;มาตรา 281 ส่งเสริม และ รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2333564724519959606-8038727274304804659?l=kaewkerd.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kaewkerd.blogspot.com/feeds/8038727274304804659/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://kaewkerd.blogspot.com/2008/12/3.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2333564724519959606/posts/default/8038727274304804659'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2333564724519959606/posts/default/8038727274304804659'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaewkerd.blogspot.com/2008/12/3.html' title='2. รม.622 การเมืองและการปกครองท้องถิ่น'/><author><name>ตรัยรัตน์ แก้วเกิด</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04836047754532497609</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://2.bp.blogspot.com/_NU-332ak8BY/SYJZSrnvqlI/AAAAAAAAC2s/vqm86ALf3zE/S220/IMG_1144.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2333564724519959606.post-2845391508550574109</id><published>2008-12-17T18:14:00.000-08:00</published><updated>2008-12-18T01:29:25.444-08:00</updated><title type='text'>1. รม.614 เศรษฐศาสตร์การเมืองไทย</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;strong&gt;บันทึกการบรรยาย (Lecture Note)&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;เป็นส่วนหนึ่งของวิชา รม. 614 เศรษศาสตร์การเมือง ประสานวิชาโดย รศ.ดร เอนก เหล่าธรรมทัศน์ จุดประสงค์ของ ผู้ประสานวิชาคงต้องการดูความสนใจของนักศึกษาว่าเข้าฟังการบรรยายครบถ้วนหรือไม่และคงต้องการดูความเข้าใจของนักศึกษาตามแนวหัวข้อที่บรรยายตามแนวคิดใหม่ระหว่างความเจริญรุ่งเรื่องทางเศรษฐกิจของตะวันตกและ ตะวันออกหรืออาจจะเป็นส่วนหนึ่งของคะแนนช่วยก็ตามแต่เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่นักศึกษาเอง หรือประโยชน์ของตัวบันทึกการบรรบยายเองนักศึกษาคงต้องมีส่วนร่วมในการอ้างอิงเหตุการณ์ จากเอกสารอื่นๆและความคิดเห็นของนักศึกษาเองในมุมมองที่อาจแตกต่างหรือสอดคล้องกันแต่ยังคงอยู่ในกติกาของบรรทึกการบรรยายตามข้อกำหนดของ ผู้ประสานวิชาซึ่งประกอบด้วยคำบรรยายของ รศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ รศ.ดร.สมภพ มาระรังสรรค์ ผศ.พรชัย ตระกูลวรนนท์&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หัวข้อที่บันทึกการบรรยาย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;๑. วิวัฒนาการทางเศรษฐกิจการเมืองโลก&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;เศรษฐศาสตร์การเมืองเป็นการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ที่เปรียบเหมือนการทอผ้า เป็นการถักทอ (Intervolve) กันของเศรษฐกิจ และ การเมือง ที่บางครั้งเศรษฐกิจเปรียบเหมือนเส้นด้ายตั้ง (Vertical line) ที่อยู่เฉยๆ และการเมืองเป็นเส้นด้ายวิ่ง ที่วิ่งไปมาในแนวนอน (Horizontal line) เพื่อให้เกิดเป็นลวดลายบนผืนผ้า เกิดเป็นรูปแบบของเศรษฐกิจการเมือง หรือในทางกลับกัน เศรษฐกิจก็เป็นเสมือนเส้นด้ายตั้ง ที่มีการเมืองเป็นเส้นด้ายวิ่ง และ เกิดรูปแบบเศรษฐกิจการเมืองอีกรูปแบบหนึ่ง ลวดลายบนผืนผ้าก็เหมือนรูปแบบของการเมืองเศรษฐกิจที่มีหลายรูปแบบ หรือ อาจเปรียบเศรษฐกิจการเมืองเป็นสองด้านของเหรียญที่ดำรงอยู่คู่กันไม่สามารถแยกจากกันได้&lt;br /&gt;เนื้อหาของบันทึกการบรรยาย กล่าวถึงยุคต่างๆในมิติมุมมองใหม่ กล่าวถึงความเจริญรุ่งเรื่องของตะวันออกที่มีมาก่อนตะวันตก ความเจริญของตะวันตกที่ตามทันและแซงตะวันออก การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจการเมืองหลังสงครามเย็น ทุนจีนโพ้นทะเลต่อเศรษฐกิจการเมืองไทยและ ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการบรรยายได้แบ่งเป็นช่วงระยะเวลาเพื่อง่ายต่อความเข้าใจคือ&lt;br /&gt;ช่วง ค.ศ. 600- 1500 ซึ่งเป็นช่วงความเจริญของตะวันออกที่มีมาก่อนตะวันตก ในช่วงศตวรรษที่ 7 ถึง 14 ของ อิสลาม จีน อินเดีย โดยอิสลามเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในศตวรรษที่ 7 ถึง 9 และความเจริญของจีนในช่วง ศตวรรษที่ 9 ถึง 10 ที่แซงหน้าอิสลาม แม้จะถูกปกครองโดยต่างชาติ เช่น มองโกล ในสมัยราชวงศ์ หยวน (Yuan Dynasty, ค.ศ. 1279-1368) และ แมนจู ในสมัยราชวงศ์ ชิง (Ching หรือ Cheng Dynasty, ค.ศ.1644-1911) จีนยังคงเจริญต่อมาถึง ค.ศ. 1860 และเสื่อมลงหลังความพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่น(ค.ศ. 1839-1842) ต่ออังกฤษในสมัยราชวงศ์ชิงนั่นเอง ความเจริญด้านเศรษฐกิจของยุโรปโดยเฉพาะอังกฤษเริ่มตามทันและแซงหน้าจีน และเป็นความเจริญแบบก้าวกระโดดหลังการปฏิวัติทางอุสาหกรรมของอังกฤษ&lt;br /&gt;ช่วง ค.ศ. 1500 – 1700 เป็นช่วงการเดินทางของตะวันตกเพื่อค้นหาส่วนต่างๆของ โลก เช่นการเดินทางพบอเมริกาใต้ของ การเดินทางครั้งที่สามของโคลัมบัส (Christopher Columbus, ค.ศ. 1498 – 1500) การเดินทางอ้อมแหลม กูดโฮบ (Good hope) ของ วาสโก ดากามา หรือการเดินทางรอบโลกของ แมร์ค เจนแลนด์ เป็นเพียงช่วงการเดินทางค้นหาของตะวันตกที่ยังไม่มีการยึดครองดินแดนหรือล่าอาณานิคม&lt;br /&gt;ช่วง ค.ศ. 1800 – สงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ. 1939-1945) เป็นการขยายจักวรรดิโดยการล่าเมืองขึ้นเพื่อเป็นอาณานิคมของ ประเทศตะวันตก จนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง&lt;br /&gt;ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง - ปัจจุบัน สงครามโลกที่สองสิ้นสุดในปี ค.ศ. 1945 เป็นต้นมาโลกก็ก้าวเข้าสู่ยุคสงครามเย็น (ค.ศ. 1945 – 1989) เป็นสงครามระหว่างสองขั้วอภิมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา ผู้นำฝ่ายโลกเสรีและสหภาพโซเวียตรัสเซียผู้นำฝ่ายคอมมิวนิสต์ประเทศต่างๆภายใต้อาณานิคมของตะวันตกก็ต่างแยกตัวเป็นอิสระปกครองตนเอง บางประเทศก็ถูกดึงเข้าเป็นพวกของแต่ละขั้ว บางประเทศต้องการแยกตัวอยู่อย่างอิสระจากตะวันตก ฝ่ายโลกเสรีและโลกคอมมิวนิสต์ต่างดำเนิน เกม การต่อสู้ตามทฤษฎีเกมโดยเลือกวิธีการผลลัพธ์เกมเป็นศูนย์ (Zero Sum Game) ของ John von Neumann ที่ต่างก็คาดหวังว่าตนเองจะเป็นผู้ชนะ แต่ในทีสุดจากการคาดการณ์ผิดผลลัพธ์ที่ทั้งสองฝ่ายได้กลับเป็นผลลัพธ์เกมไม่เป็นศูนย์แบบลบ (Negative non-zero sum game) ตาม ทฤษฎีเกมของ John Forbes Nash ที่ทั้งฝ่ายประสบความพ่ายแพ้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้แก่ทั้งสองฝ่ายจนสงครามเย็นต้องยุติลงในปี ค.ศ. 1989 จากผลการพ่ายแพ้ในสงครามเวียตนามของสหรัฐอเมริกาจนต้องถอนทหารออกจากเวียตนามและการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1991&lt;br /&gt;ช่วงปัจจุบัน – อนาคต เป็นช่วงที่ ตะวันออกเริ่มผงาดขึ้นอีกครั้ง จากเศรษฐกิจแบบตลาด (Market economy) ของจีนในขณะที่ตะวันตก เริ่มเสื่อมถอยลงจากระบบเศรษฐกิจแบบเก็งกำไร (Speculation economy) และกลายเป็นเศรษฐกิจการพนัน (Casino economy) จนสร้างปัญหาอย่างหนักต่อระบบเศรษฐกิจมหภาคและเศรษฐกิจจุลภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะปัญหา Subprime ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่เกิดจากลูกค้าสินเชื่อที่ด้อยคุณภาพ ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่ลามไปถึงญี่ปุ่นและเอเซียในระบบโลกาภิวัตรที่วิกฤตโรคระบาด (Contagion effects) สามารถกระจายจากทวีปสู่ทวีปและประเทศสู่ประเทศอย่างรวดเร็วเศรษฐกิจการเมืองไทยในทศวรรษหน้านอกจากจะขึ้นอยู่กับการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศแล้วยังมีปัจจัยการเมืองเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะปัญหา Suprime ของสหรัฐอเมริกาที่กระทบโดยตรงต่อยุโรปและกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลี เนื่องจากสหรัฐมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลกเทียบเท่ากับสหภาพยุโปรวมกัน ในขณะญี่ปุ่นซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกย่อมกระทบต่อไทยที่มีการพึ่งพาการส่งออกผ่านทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป และ ญี่ปุ่นเป็นหลัก&lt;br /&gt;วิกฤตเศรษฐกิจการเมืองของไทยปัจจุบันเกิดการขัดแย้ง ที่เป็นมิติที่มองการเมืองเป็นหลักโดย ให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจเป็นรอง ด้ายเส้นตั้งของการเมืองเป็นด้ายที่ยุ่งเหยิงดังนั้นเส้นด้ายที่วิ่งทางแนวนอนของเศรษฐกิจจึงยากที่จะถักทอให้ได้ผืนผ้าที่ดีได้ ผืนผ้าที่ออกมาคงมีรูปแบบที่ด้อยคุณภาพ ปัญหาความตกต่ำทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางการเมืองคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำ วันที่คนไทยต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันเหมือนกับภัยจากการก่อการร้ายที่คนทั้งโลกเริ่มเคยชินและรับรู้ว่ามันคือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามถ้าความขัดแย้งของทั้งสองขั้วการเมืองที่ดำเนินไปเป็นไปแบบไร้อุดมการณ์ที่แท้จริงต่อสังคมของทั้งสองฝ่ายและต้องการเล่นเกมผลลัพธ์ศูนย์คงเทียบได้กับการต่อสู้ในสงครามกลางเมืองของจีนในปี ค.ศ. 1916 – 1928 ในการแย่งชิงอำนาจระหว่างฝ่ายนิยมสาธารณรัฐและกลุ่มนักฉกฉวยโอกาส หยวนซื่อไข่ ที่ทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ขาดอุดมการณ์ทางการเมือง ประเทศไทยคงเข้าสู่วิกฤตร้ายแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ผมคงไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายเกินไปถ้าจะเกิดสงครามกลางเมืองในประเทศไทยอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย&lt;br /&gt;ผมเคยยืนดูสถานทูตไทยในกัมพูชาถูกเผาเมื่อปลายปี ค.ศ. 2003 ขณะทำงานด้านการลงทุนอยู่ในประเทศกัมพูชาและมีความคิดว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่สามรถเข้าใจได้ว่าทำไมชาวกัมพูชาและรัฐบาลกัมพูชาทำลายเศรษฐกิจการลงทุนของจากต่างประเทศ (FDI) ประเทศเขาเองและวันนี้ผมกำลังยืนอยู่ในประเทศไทยที่มีคนที่ผมคิดว่าผมน่าจะเข้าใจคนไทยด้วยกันได้ดีกว่าความไม่เข้าใจแนวคิดของคนกัมพูชาที่ช่วยกันทำลายเศรษฐกิจของประเทศ แต่ผมก็คิดผิด ความจริงผมไม่เข้าใจที่เห็นนักวิชาการนักเคลื่อนไหวและผู้มีอำนาจได้ใช้ประเทศไทยเป็นเดิมพันในการต่อสู่ที่ไร้อุดมการณ์ต่อประชานที่แท้จริงของทั้งสองฝ่าย เราคงต้องพัฒนาประเทศช้าลงบ้างหลายๆอย่างที่เริ่มถูกแซงโดย ลาว กัมพูชาและเวียนาม โดยเฉพาะระบบโทรคมนาคมที่เห็นได้ชัดว่า กัมพูชาและลาว ประกาศให้บริการระบบ 3G ของโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่ประเทศไทยซึ่งมีองค์กร กทช.ขนาดใหญ่ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิ วัยวุฒิมากมายแต่ทำไม่สามารถขับเคลื่อนอะไรที่เป็นรูปธรรมได้เป็นตัวอย่างที่เกี่ยว ข้องกับความไม่สมดุลยของมิติทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทยที่ชัดเจนสิ่งที่น่าสนใจคือประ เทศเหล่านี้เสียเวลาอยู่ในสงครามเป็นเวลาหลายสิบปีที่การเมืองสำคัญกว่าเศรษฐกิจในขณะที่ไทยเคยอยู่ในสภาพการเมืองเศรษฐกิจที่ดีมีความสมดุล ประเทศเหล่านี้มีการพัฒนาที่ยังห่างไกลจากประเทศไทยมากพอสมควรแต่สถานะการเศรษฐกิจการเมืองของไทยปัจจุบันคงกลับไปสู่ประเด็นการเมืองที่เข้มข้นโดยไม่สนใจเศรษฐกิจของประเทศหรือเป็นการให้แต้มต่อกับเพื่อนบ้านโดยไทยอาจเข้าสู่ภาวะสงครามการมืองภายในประเทศและคงหลีกไม่พ้นการรัฐประหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งๆที่ทุกฝ่ายไม่เห็นด้วยผู้เล่นเกมทั้งสองฝ่ายหันหลังให้ทางออกที่มีอยู่ ก็อาจเป็นความล้มเหลวหรือความด้อยความรู้ในการใช้เศรษฐกิจการเมืองให้เหมาะสมในการบริหารประเทศ เศรษฐกิจการเมืองจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและไม่สามารถแยกจากกันได้จริงๆระหว่างเศรษฐศาสตร์และการเมือง&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;๒. ยุคที่ตะวันออกเจริญกว่าตะวันตก&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;เศรษฐศาสตร์การเมืองเป็นสหวิชาที่ทำให้เราสามารถนำความสัมพันธ์ของทั้งสองส่วนมาอธิบายปรากฎการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ ภูมิภาคและโลกได้กว้างขวางกว่า การศึกษาหรือการอธิบาย ปรากฎการณ์ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจโดยแยกกันเด็ดขาดเพราะการเมืองเป็นผู้วางนโยบายทางเศรษฐกิจและเศรษฐกิจก็ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในบางครั้ง เช่น นโยบายเศรษฐกิจแบบตลาด (Market economy) ของจีนในการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนจากการเมืองโดยการนำของ เติ้งเสี่ยวพิง การล้มเหลวทางเศรษฐกิจแบบเก็งกำไร (speculative economy) ของ สหรัฐฯสมัยประธานาธิบดี บรู๊ช ผู้ลูกก็นำไปสู่การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองของสหรัฐเป็นนาย โอบามา จากพรรค เดโมแครตในการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริการที่ผ่านมาดังนั้นเศรษฐศาสตร์และการเมืองจึงเปรียบเสมือนสองด้านของเหรียญที่อยู่ด้วยกันหรือเหมือนการถักทอของเส้นด้ายในแนวตั้งและแนวนอนที่สะท้อนความสวยงามของเนื้อผ้าได้จากการถักทอของเศรษฐกิจและการเมือง ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้มีการพัฒนาการมาแต่อดีตไม่ว่าจากความเจริญของตะวันตกหรือของตะวันออก&lt;br /&gt;ความรู้ของฝรั่ง หรือตะวันตกที่เราได้เรียนรู้มาในอดีตมักกล่าวถึงวัฒนธรรมตะวันตกเริ่มจากกรีกโบราณและโรม แต่มีคำถามว่าเป็นเช่นนั้นเท่านั้นหรือจากการค้นคว้าพบหลักฐานใหม่ๆและ ความรู้ใหม่ๆมากขึ้นว่าความเจริญไม่ได้มาจกตะวันตกแต่มีความเจริญที่มาจากตะวันออก ความรู้หรือความรับรู้จึงเปลี่ยนไปตามข้อมูลใหม่หรือการรับรู้ใหม่ๆ เช่น ปัจจุบันพบว่าบรพบุรุษของมนุษย์นั้นมาจาก อาฟริกา คือมนุษย์เกิดขึ้นครั้งแรกที่ อาฟริกา แถบประเทศเคนยาและอพยพออกมาจากอาฟริกาประมาณ แสนห้าหมื่นปีที่แล้ว รูปร่างกระโหลก สีผมและสีผิวก็เปลี่ยนแปลงไปและมีหลักฐานเชื่อได้ว่ามนุษย์แต่เดิมเป็นคนผิวดำทั้งหมด โดยกำเนิดของมนุษย์กำเนิดที่แหล่งเดียวกันคืออาฟริกา ไม่ได้เกิดกระจัดกระจายอยู่หลายๆจุดซึ่งเป็นการท้าทายความเชื่อหรือความรู้เดิมของตะวัน ตกซึ่งอาจจะรับไม่ได้ เพราะจากการศึกษาเมื่อ 200 ปีที่ผ่านมาจากการศึกษาของฝรั่งตะวันตกเชื่อว่าคนผิวดำเป็นคนโง่ ซึ่งความรู้ทางสังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และ มนุษย์ศาสตร์ช่วยลดทอนความ คิดดังเดิมแบบนี้ลงไปเรื่อยๆ ต.ย.โอบามา เป็นคนดำคนหนึ่งก็กำลังจะเป็นประธานาธิบดีของประ เทศอภิมหาอำนาจสหรัฐฯ&lt;br /&gt;จากหลักฐานใหม่ที่ค้นพบโดยนักประวัติศาสตร์ทั้งตะวันตกและตะวันออกทำให้เชื่อได้ว่า ตะวันออกได้เคยเจริญรุ่งเรื่องมาก่อนตะวันตกโดยเฉพาะความเจริญของอิสลาม ในช่วงค.ศ. 600 – 1200 และเริ่มเสื่มถอยลงหลังการรุกรานของ พวกอานารยชน (Nomad) มองโกลในศตวรรษที่ 13 ที่บุกไปตีถึงกรุง “แบกแดด” ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอิสลามในสมัยนั้นแตก ต่อจากนั้นก็เป็นยุคความเจริญของจีน อินเดียและญี่ปุ่นที่แสดงให้เห็นว่าตะวันออกเคยเจริญรุ่งเรืองมาก่อนตะวันตกจนถึงศตวรรษที่ 19 ประมาณปี ค.ศ. 1860 ตะวันตกถึงไล่ทันพร้อมกับการเสื่อมถอยลงของจีนหลังสงครามฝิ่นในช่วงปี ค.ศ. 1839 -1842 และจีนแพ้สงครามแก่อังกฤษ ในช่วงราชวงศ์ ชิง (ค.ศ. 1644-1911) เศรษฐกิจของจีนถูกควบคุมโดยจักวรรดินิยมอังกฤษ&lt;br /&gt;เพื่อการศึกษาเปรียบเทียบพัฒนาการทางเศรษฐกิจการเมืองของตะวันออกและตะวันตกสามารถพิจารณาได้ในแต่ละช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนปลงโดยแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ&lt;br /&gt;๑. ยุคความเจริญของอารยะธรรมตะวันออก ในช่วง ค.ศ. 600 – 1500 ความเจริญของ อาณาจักรอิสลาม จีน อินเดียและญี่ปุ่น เป็นยุคที่แสดงให้เห็นว่าตะวันออกได้เคยเผยแพร่ความเจริญเข้าไปสู่ตะวันตก&lt;br /&gt;๒. ยุคการสำรวจและการค้นพบโลกในค.ศ. 1500 – 1700 เป็นช่วงการสำรวจเมืองและส่วนต่างๆของโลกเช่นการค้นพบทวีปอเมริกาของ “โคลัมบัส” การเดินทางอ้อมแหลม กูดโฮบของ “วาสโก ดากามา” หรือ การเดินทางรอบโลกของ “เฟอร์ดินานต์ แมก เจนแลน” นักเดินเรือโปรตุเกสที่พิสูจน์ว่าโลกกลมเป็นยุคที่ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างตะวันตกและตะวันออกมากขึ้นและเกิดการค้าขายแลกเปลี่ยน การล่าอาณานิคมและ ความเจริญของตะ วันตกก็ตามมา&lt;br /&gt;๓. ค.ศ. 1800 สงครามโลกครั้งที่สองหรือยุคล่าอาณานิคมของตะวันตกเป็นยุคที่ตะวันตกแสวงหาผลประโยชน์โดยใช้กำลังหรือกองทัพในการรุกรานและยึดครองผลประโยชน์ของประเทศทางตะวันออกตลอดจนการครอบครองที่ทำให้ประเทศทางตะวันออกชลอความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลง&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ยุคความเจริญของอิสลาม (ช่วง คริสต์ศตวรรษที่ 7 -13) &lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ความเจริญของอิสลามในช่วงแรกเป็นตรงกับสมัยราชวงศ์ถัง (Tang Dynasty: ค.ศ. 618-906) ของจีน ศาสนาอิสลามเกิดขึ้นใน คริสต์ศตวรรษที่ 7 อิสลามเจริญรุ่งเรืองโดยถือได้ว่าเป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดของโลกในช่วงนั้น สามารถขยายทั้งอาณาเขตและเผยแพร่ศานาไปถึงอาฟริกาตอนเหนือ (อาณาจักรโรมันตะวันออก) ตะวันออกกลาง เปอร์เซีย และ สเปนทั้งหมดและปกครองสเปนอยู่นานกว่า 700 ปี (ค.ศ. 700-1452) โดยในปี ค.ศ. 636 ได้โจมตีและยึดได้ ไบเซนไทน์และซีเรียยึดได้เมืองชั้นนำ เช่น แอนติออก (Antioch) ดามัสกัส (Damascus)และกรุงเยรูซาเล็ม (Jerusalem) และได้ใช้ ดามัสกัส เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอิสลาม และในปี ค.ศ. 637 ก็ทำลายกองทัพอันเกรียงไกรของชาวเปอร์เซียและยึดได้เปอร์เซียทั้งหมดในปี ค.ศ.651 อิสลามกลายเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็งและมีการปกครองที่เป็นอำนาจใหม่ที่ดีเยี่ยมสามารถพิชิตอาณาจักรขนาดใหญ่สองอาณาจักรรวมเข้าเป็นอาณาจักรอิสลามได้คือ อาณาจักรเปอร์เซียและอาณาจักรโรมันตะวันออก จะเห็นได้ว่าอิสลามเกิดมาได้ไม่ถึง 100 ปี ก็สามารถสร้างอาณาจักรได้ยิ่งใหญ่สามารถครอบครองประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกกลาง ยุโรปตอนใต้ตั้งแต่สเปน ชิชิลี อิตาลีจนถึงฮังการียกเว้นออสเตรียและรัสเซียซึ่งอยู่ทางยุโรปตะวันตก ออสเตรียจึงกลายเป็นพรหมแดนกั้นระหว่างอาณาจักรอิสลามและยุโรปตะวันตกในขณะนั้น แต่ขณะที่อาณาจักรอิสลามยิ่งใหญ่นั้นยุโรปตะวันตกอยู่ในยุคมืดแล้วกรุงโรมได้แตกไปก่อนแล้วในปี ค.ศ. 476 โดยอานารยชนเผ่าเยอรมันโอเดอร์เอเซอร์ (Odoacer) ซึ่งนับว่าสิ้นสุดจักรวรรดิโรมันและในช่วงปี ค.ศ. 700-1200 ซึ่งนับเป็นช่วงเจริญรุ่งเรืองสุดของอาณาจักรอิสลามได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ “นครแบกแดด (Baghdad) ”ใช้เป็นศูนย์กลางค้าขายและศิลปวิทยาการที่ทรงคุณค่ามากมายเรียกได้ว่าอาณาจักรอิสลามขณะนั้นเป็นศูนย์เชื่อมโยงระหว่างยุโรปตะวันตกเข้ากับตะวันออกสุดคือจีน อินเดียและญี่ปุ่นทั้งทางบกและทางทะเลรวมทั้งเส้นทางสายไหมด้วย&lt;br /&gt;ผู้นำศาสนาอิสลามคือ “มูฮัมมัด” ก็เป็นพ่อค้าและเป็นการค้าขายทางไกลโดยใช้อูฐเป็นพาหนะขนย้ายสิ้นค้า ศาสนาอิสลามจึงเป็นศาสนาที่ส่งเสริมการค้ารวมทั้งการบรรจุไว้ในคัมภีร์กุลาอ่านว่าเงินจากการค้าขายเป็นเงินที่ดีกว่าการทำความผิดอื่นๆเพื่อให้ได้เงินมาดีกว่าปล่อยให้ยากจนโดยไม่ทำอะไรถือเป็นเป็นบาปดังนั้นศาสนาอิสลามจึงไม่มีความขัดแย้งกับการทำธุรกิจการค้าเพราะแม้องค์ศาสดาเองก็ค้าขายคนยุโรปแต่ก่อนไม่รู้จักผ้าไหมจากจีน ผ้าไหมจากจีนและสินค้าเครื่องปั้น ดินเผาที่เรียกว่า “กังไส” ของจีนจึงเป็นสินค้าราคาแพงในยุโรปเพราะจีนมีเทคโนโลยี่เตาเผาความร้อนสูงที่ยุโรปยังไม่มี&lt;br /&gt;การค้าขายของอิสลามมีการค้าขายทั้งทางบกและทางทะเลโดยทางบกผ่านเส้นทางสายไหม จีน ไปถึง ฉางอานหรือซีอานและซินเกียงรวมทั้งในบริเวณรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและตะวันออกกลางช่วงนั้นยุโรปยังไม่มีสินค้าอะไรที่น่าสนใจนักสิ้นค้าต่างๆจึงมาจากจีนเป็นส่วนใหญ่คือผ้าไหม และเครื่องเคลือบดินเผาเพื่อแลกกับเงิน (Silver) ของยุโรปการค้าขายทางทะเลผ่านมหาสมุทรอิน เดียซึ่งมีการค้าขายมาก่อนนานแล้วตั้งแต่สมัยโรมันก่อนมีศาสนาอิสลาม เส้นทางทะเลที่มาถึงมหา สมุทรอินเดียมีสองเส้นทางคือผ่านทะเลแดงซึ่งเป็นทะเลที่เชื่อมต่อกับมหาสมุทรอินเดียโดยมีคาบ สมุทรไซนาย (Sinai) คั่นระหว่างทะเลแดงกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (ปัจจุบันมีการขุดคลองสุเอซ เชื่อมต่อระหว่าง ทะเลแดงและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนโดยผ่านแม่น้ำไนล์ (Nile river)) อีกเส้นทางหนึ่งคือจากโรมมาลงที่ตะวันออกสุดของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แถวๆ ซีเรีย จอร์แดน มาออกที่อ่าวเปอร์เซีย เพื่ออกมหาสมุทรอินเดีย ประเทศที่สำคัญที่ค้าขายกับอิสลามทางทะเลคืออียิปต์ เพราะจาก อียิปต์ เชื่มต่อไปถึงยุโรปและอาฟริกาและเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่าง 3 ทวีปคือ ยุโรป อาฟริกาและเอ เซียเพราะเหตุนี้อียิปต์จึงเจริญมากและตอนที่อียิปต์เป็นอิสลามก็เป็นศูนย์กลางการค้าขายที่สำคัญ คั่นทางเข้าออกทะเลทั้งหมดรวมทั้งชาวเปอร์เซียซึ่งมีการค้าขายและรับราชการในสมัยอยุธยาด้วย เช่น พวกตระกูลบุนนาค&lt;br /&gt;ในช่วงค.ศ. 1200 – 1300 เป็นช่วงที่มองโกลเรืองอำนาจราชอาณาจักรจีนภายใต้ราชวงศ์หยวน ตกอยู่ใต้ปกครองของ มองโกล ส่วนตะวันตก มองโกล ได้ขายอิทธพลคุมเส้นทางสายไหมจากจีน ไปถึงตะวันตกเกือบถึงกรุงมอสโคของรัสเซียและมองโกลได้สร้างอาณาจักรขึ้นมาอีกหลายอาณา จักรและขยายอิทธิพลเข้ามาในอาณาจักรอิสลามตีได้กรุง “แบกแดด” ของอาณาจักรอิสลาม และ ในทางตะวันออกแล้วมองโกลขยายอิทธิพลไปถึงประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นโดยยกกองทัพเรือไปโจมตีญี่ปุ่นถึงสองครั้งคือในปี ค.ศ. 1274 และค.ศ. 1281 แต่ประสบกับพายุ “คามิคาเซ (Kamikaze)” และในการรบทั้งสองครั้ง กุบไลข่าน พ่ายแพ้และเสียหายค่อนข้างยับเยินแต่ไม่สามารถตีญี่ปุ่นได้ ส่วนทางใต้ก็ขยายลงมาถึงอินเดียและพุกามของพม่า&lt;br /&gt;อาณาจักรของอิสลามก็เสื่อมถอยลงหลังจากการรุกรานของ อานารยชนมองโกล ในศตวรรษที่ 13 แต่อิสลามก็ยังคงเจริญอยู่จนถึงประมาณ ค.ศ. 1500 เพียงแต่ไม่ได้เป็นอาณาจักรเดียวแต่แตกเป็นหลายๆอาณาจักร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ยุคความเจริญของจีน&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;(ช่างคริสต์ศตวรรษที่ 11-12)&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;จีนมีความเจริญที่มีช่วงทับซ้อน (overlap) กับความเจริญของอาณาจักรอิสลามอยู่ในช่วง ค.ศ. 1000- 1110 ที่ได้มีการค้าขายระหว่างอาณาจักรอิสลามและจีน โดยผ่านเส้นทางสายไหมโดยเฉพาะสินค้าจีนที่มีคุณภาพดีผ่านอาณาจักรอิสลามไปยังยุโรปโดยเฉพาะประเทศฝรั่งเศสซึ่งถือว่าผ้าไหมเป็นของฟุ่มเฟือยมีราคาแพงจึงใช้กันเฉพาะในหมู่คนชั้นสูงเท่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนมีการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมมาก่อนประเทศอังกฤษคือมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมมาก่อนอังกฤษกว่า 600 ปี กล่าวคือจีนมีการทำอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็ก กล้าตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ้อง (Sung Dynasty ค.ศ. 960 – 1279) ซึ่งจริงๆจีนมีการผลิตมาก่อนพุทธ กาลแล้วในขณะที่ตอนนั้นยุโรปยังใช้โลหะสัมฤทธิ์ (Alloy) และบรอนซ์ (Bronze) ช่วงราชวงศ์ซ้อง ถือได้ว่าเป็นการผลิตเชิงอุตสาหรกรรมในปี ค.ศ. 1064 จีนผลิตเหล็กกล้าได้ถึง 90,000 ตันและ 125,000 ตันในปี ค.ศ.1078 ซึ่งยุโรปผลิตเหล็กกล้าได้ 125,000 ตัน ในปี ค.ศ.1700 คือหลังจีน 600 กว่าปีแต่ถ้านับประเทศอังกฤษประเทศเดียวที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศปฏิวัติอุตสาหกรรมประเทศแรกของยุโรปในปี ค.ศ. 1778 อังกฤษผลิตเหล็กกล้าได้เพียง 76,000 ตันและม่ได้เพียงผลิตมาเพื่อทำอาวุธและเครื่องประดับเท่านั้น ยังนำไปผลิตเป็นเครื่องมือทางการเกษตร เกือกม้า อุปกรณ์ใช้งาน เช่นหม้อ กระทะ สะพาน เป็นต้นซึ่งเหล็กกล้าถือได้ว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีการผลิต ผ้าฝ้าย นอกเหนือจากผ้าไหม หัตกรรมและอุตสาหกรรมสิ่งทอมีการใช้กังหันน้ำ เตาเผาอุณหภูมิสูงที่ยุโรปยังทำไม่ได้&lt;br /&gt;นอกจากนี้การคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงถนนมากมายเข้าด้วยกันและเชื่อมโยงเข้าสู่เมืองหลวงทำให้เกิดการค้าขายและการส่งคนไปประจำตามหัวเมืองต่างๆได้สะดวกที่สำคัญคือการขุดคลองขนาดยาวเชื่อมต่อแม่น้ำสายสำคัญเช่นแม่น้ำแยงซีเข้ากับแม่น้ำเหลืองหรือฮวงโหเพื่อใช้ในการลำเลียงสินค้า เช่น ข้าว ถ่านหิน ทำให้เกิดการตลาดเพื่อรองรับการขนถ่ายสินค้าผ่านการคมนา คมทางเรือ&lt;br /&gt;นอกจากนี้จีนรู้จักก๊าซธรรมชาติและน้ำมันปิโตรเลี่ยมมาใช้เป็นพลังานมานานกว่า 300 ปี ก่อนคริสต์กาล การใช้ตะเกียงเจ้าพายุในศตวรรษที่ 10 รัฐบาลจีนสมัยราชวงศ์ซ้องมีการพิมพ์ ธนบัตรใช้กว่า 10 ล้านฉบับในช่วงราชวงค์ซ้อง ก่อนหน้าอังกฤษกว่า 700 ปี (ค.ศ. 1797) จีนมีการกลั่นแอลกอฮอล์ในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-906) และคิดส่วนประกอบของดินปืนคือกำมะถัน และดินประสิวได้โดยบังเอิญในคริสต์ศตวรรษที่ 3-4 (ราชวงศ์จิ้น ค.ศ. 264 – 420)&lt;br /&gt;ระบบภาษีการค้าแสดงให้เห็นว่าจีนมีระบบการตลาดมานานแล้วและหยุดลงในช่วงการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ในสมัยเหมา เจ๋อตุง ในช่วงราชวงศ์ซ้อง เมืองฉางอาน ของจีนมีประชากรกว่า 10 ล้านคนแล้วขณะที่ ปารีส มีประชากรเพียง 100,000 คนและลอนดอนมีประชากรเพียง 2-3 หมื่นคนจีนจึงมีความเป็นเมืองและมีเมืองจำนวนมากไม่ได้มีแต่ชนบทตามความเข้าใจของชาวยุโรปสมัยนั้นคือมีความเป็นเมืองมาก่อนยุโรป&lt;br /&gt;จีนมีการซื้อขายที่ดินระหว่างประชาชนมากว่าพันปีแล้วโดยรัฐไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวรวมทั้งด้านแรงงานจีนจึงเคยเป็นประเทศเสรีมาก่อนในการค้าขายที่จีนเรียกว่า อู้ เหวย (Wu Wei)&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn1" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftn1" name="_ftnref1"&gt;[1]&lt;/a&gt; ซึ่งตรงกับภาษฝรั่งเศสว่า “Laissez Faire” คือให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติรัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซง ซึ่งก็คือการค้าเสรีตามหลักของ อดัม สมิธ (Adam Smith) ซึ่งสมิธเองก็ยอมรับความเจริญของจีน พ่อค้าจีนมีสิทธิเสรีภาพมากในการค้าขายโดยรัฐไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวมากเหมือนยุโรปสมัยนั้น ซึ่ง หนังสือของ สมิธ เกี่ยวกับตลาดเสรีหรือคัมภีร์ทุนนิยมในปี ค.ศ.1776 “ An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of the Nations” หรือบางที่มักรู้จักกันในชื่อ “The Wealth of the Nations”&lt;br /&gt;ด้านการศึกษาของจีนทำให้มีคนรู้หนังสือมีระบบการศึกษาและให้โอกาสคนทางด้านความรู้ที่ดีและเป็นธรรม เช่นการสอบ “จอหงวน” ซึ่งคนธรรมดาสามัญที่มีความรู้สามารถถูกคัด เลือกเข้ารับราชการด้วยการคัดเลือกที่ยุโรปสมัยนั้นไม่มีเพราะสมัยนั้นยุโรปมีคนรู้หนังสือน้อยมีแต่พระ บาทหลวงหรือชนชั้นสูงที่รู้ภาษาลาตินเพราะยุโรปยังไม่มีการพิมพ์หนังสือขายสิ่งต่างๆเป็นบันทึกจากนักสอนศาสนาเยซูอิดที่เข้าไปในจีน ณ เวลานั้นในช่วงปี ค.ศ. 1100 จีนมีโรงพิมพ์ขนาดใหญ่ที่เมือง ไคฟงและหางโจว เป็นของเอกชนไม่ใช่ของรัฐบาล จีนจึงมีคนรู้หนังสือมากและพูดได้ว่าจีนปกครองโดยคนรู้หนังสือที่เรียกว่า “อภิชน” คือผู้ที่สอบจอหงวนได้ จีนไม่ได้ให้คนธรรมดามาปกครองประเทศ จึงมีคนจีนที่ขยันหมั่นเพียรเรียนหนังสือมาก&lt;br /&gt;การปฏิวัติอุตสาหรกรรมของจีนเกิดขึ้นจากการปฏิวัติทางเกษตรกรรมของจีนมาก่อน เกษตรกรรมของจีนมีประสิทธิภาพสูงและก้าวหน้ากว่าอังกฤษและยุโรปซึ่งอังกฤษมาตามทันในช่วง ศตวรรษที่ 17-18 นี้เอง&lt;br /&gt;การบันทึกความเจริญของจีนส่วนหนึ่งได้จาก มาโค โปโล ชาวเมืองเวนิซในช่วงที่เขาอยู่ในจีนในสมัย กุบไลข่าน หัวหน้ามองโกลที่ปกครองจีนในสมัยราชวงศ์ หยวน ตอนต้นจนทำให้ฝรั่งที่ได้อ่านบันทึกของ มาโค โปโล อยากเดินทางมาจีนจึงเกิดกระแสการเดินทางของชาวตะวันตกที่ต้องการเดินทางมาค้าขายกับจีนและอินเดีย ผ่านทางทะเล เนื่องจากอิสลามขวางทางอยู่และหลังจาก มองโกล เสื่อมอำนาจลงหลัง กุบไลข่านตายและจีนขับไล่มองโกล ออกไปจากจีนได้ทหารมองโกลที่ตกค้างตามเส้นทางสายไหม&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn2" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftn2" name="_ftnref2"&gt;[2]&lt;/a&gt; จึงหากินด้วยการปล้นสะดมและเรียกค่าไถ่สินค้าจากพ่อค้าที่ทำการค้าขายตามเส้นทางสายไหมจึงทำให้พ่อค้าเปลี่ยนเส้นทางค้าขายมาเป็นทางทะเลมากขึ้น&lt;br /&gt;หลังจากแมนจูปกครองจีนมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ตะวันตกเริ่มขยายอิทธิพลเข้ามาในตะวัน ออกรวมทั้งจีนด้วยโดยเฉพาะ อังกฤษเข้ามาค้าขายกับจีน แบบจักรวรรดินิยมทำให้รัฐบาลจีนพยา ยามต่อต้านและควบคุมการค้าขายอังกฤษพยายามบีบให้จีนเปิดประเทศค้าขายมากขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1839 – 1842 เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างอังกฤษและจีนที่เรียกว่า “สงครามฝิ่น” และจีนเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ทำให้จีนต้องลดฐานะของประเทศลงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนโดยการลงนามในสนธิสัญ ญาสงบศึกที่เรียกว่า สนธิสัญญานานกิง จีนเสียเปรียบอังกฤษในหลายๆเรื่องไม่ว่าเป็นเรื่องภาษี การค้า การยกเลิกกฎระเบียบต่างๆที่สำคัญสุดคือ การยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษ และในปี ค.ศ. 1911 ราชวงศ์ชิง ที่ปกครองโดย ชาวแมนจูได้ถูกโค่นอำนาจจากกลุ่มของดร.ซุนยัดเซนและสถาปนาระบบสาธารณะรัฐขึ้นมาแทน นับแต่นั้นมาจีนก็เปลี่ยนมาให้ความสำคัญด้านการแก้ปัญหาการเมืองการปกครองทำให้ด้านหนึ่งของเหรียญคือเศรษฐกิจที่ได้รับความสำคัญรองลงมาเพราะด้านของเหรียญที่เป็นการเมืองของจีนเข้าสู่ระบบสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์นับได้ว่าสิ้นสุดระบบเศรษฐ กิจแบบตลาดในยุคที่ตะวันออกเคยเจริญกว่าตะวันตกอย่างสมบูรณ์&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ยุคความเจริญของอินเดีย&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ตะวันตกมักจะมองว่าประเทศอินเดียเป็นประเทศที่ปกครองแบบทรราชและเป็นทรราชตะวัน ออกซึ่งเป็นแนวคิดทางสังคมวิทยาที่สำคัญของตะวันตกในการมองตะวันออก อธิบายว่าที่ตะวัน ออกไม่เจริญหรือเจริญแต่ไม่เป็นสมัยใหม่ก็เพราะตะวันออกมีการปกครองที่เผด็จการ โดยมองว่าตะวันออกไม่สนใจระบบตลาด กดขี่พ่อค้า ขูดรีดพ่อค้า เอกชนไม่มีเอกสิทธิ์ในทรัพย์สินหรือมีก็น้อยมากมีคนรวยน้อยมองว่าตะวันออกมีศิลป ศีลธรรม ประเพณีและ ปรัชญา ที่ไม่เป็นสมัยใหม่ ตะวัน ตกเรียกการปกครองแบบจีน อินเดีย และ เปอร์เซียว่าเป็นทรราชตะวันออก แต่เมื่อมีการตรวจค้นทางประวัติศาสตร์ของตะวันออกก็พบว่าไม่เป็นความจริง&lt;br /&gt;พบว่าในอินเดียก็ให้ความสำคัญกับการค้าขายของเอกชน เช่น ปรัชญาของเจ้าผู้ครองแคว้นมหาราชชื่อ สิวาจี ที่ว่า “วาณิชเป็นเสมือนอาภรณ์และเครื่องประดับของอาณาจักรนำเกียรติภูมิมาสู่กษัตริย์ผู้ครองนคร พ่อค้าวาณิชเป็นที่มาแห่งความรุ่งเรืองไพบูลย์แห่งราชอาณาจักร ด้วยเหตุนี้เราควรยอมรับนับถือพ่อค้าวาณิชและในตลาดทุนของเรานั้น ควรปกป้องพ่อค้านักธุรกิจขนาดใหญ่เสมอ”&lt;br /&gt;อินเดียภายใต้การปกครองของโมกุล (คริสต์ศตวรรษที่ 14-17) ซึ่งแผ่อาณาจักรไปทางตะวัน ออกกลางด้วยมีแนวคดว่า “ผู้ปกครองต้องปกป้องและสงเสริมพ่อค้า นักลงทุน ตลาด และเส้นทางการค้า เพื่อความเข้มแข็งและรุ่งเรืองของอาณาเขตอยู่เสมอ” คือการที่รัฐร่วมมือกับพ่อค้าโดยเห็นพ่อค้าเป็นพันธมิตร จึงแสดงให้เห็นว่าอินเดียในสมัยโบราณไม่ได้ล้าหลังและไม่ได้เป็นทรราชอย่างที่ตะวันตกคิดและไม่ได้เป็นเผด็จการ จริงๆแล้วรัฐไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ มีการแบ่งอำนาจให้กับแค้วน และเมืองมากทีเดียว ทำให้อำนาจรัฐไม่ได้เข้มแข็งมากนัก ผู้ปกครองแคว้นและเมืองมีบทบาทมากในการส่งเสริมพ่อค้าวาณิช รัฐส่วนกลางของอินเดียเกิดขึ้นน้อยมาก ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 จักรวรรดิโมกุลร่ำรวยที่สุดมีพลเมือง 100 ล้านคนและยังดึงดูดชาวต่างประ เทศให้เข้ามาอยู่จำนวนมาก มีการค้าขายกับเอเซียและอาฟริกา ด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ทำจากฝ้าย มีการเสียภาษีที่ดินเป็นผลผลิต ทำให้มุสลิมในอินเดียมีวิถีชีวิตที่ฟุ่มเฟือยมาก ในอินเดียมีการจ้างงานที่ต้องจ่ายค่าแรง จ่ายดอกเบี้ยอย่างเป็นระบบ ที่สำคัญระบบดอกเบี้ยของอินเดียในศตวรรษที่ 16-17 อยู่ในระดับเดียวกันกับอังกฤษและดอกเบี้ยของอินเดียต่ำ แสดงว่าอินเดียมีการออมสูงและในศตวรรษที่ 17 มหาเศรษฐีของอินเดีย อับดุล กาฟู มีรายได้จากธุรกิจมีมูลค่าสูงเท่ากับการค้าของบริษัทอีสท์อินเดียเกือบทั้งบริษัทโดยมีเรือบรรทุกสินค้าประมาณ 20 ลำ แต่ละลำมีขนาดตั้งแต่ 300-800 ตัน และมีเศรษฐี คนอื่นๆของอินเดียอีก&lt;br /&gt;สินค้าของอินเดียที่ขายให้ยุโรปเป็นสินค้าค่อนข้างมีคุณภาพ และถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจ เช่น การขายเหล็ก “วู๊ด” ให้พวกอาหรับไปทำเป็นเหล็ก “ดามัสกัส” แล้วนำไปขายยุโรป ซึ่งเหล็ก “วู๊ด” ของอินเดียมีคุณภาพดีกว่าเหล็ก “เซพฟิล” ซึ่งเป็นเหล็กชั้นดีของอังกฤษ อินเดียเป็นชาติที่นำหน้าทางด้านเหล็กกล้าซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลัก นอกจากนี้อินเดียเป็นประเทศมีผลิตสิ่งทอที่ทำจากฝ้ายได้ดีที่สุดและถูกสุด&lt;br /&gt;นักประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส บราวเดล (Bra duel) ศึกษาเรื่องการเกิดเศรษฐกิจการเกิดระบบโลกใหม่ โดยบอกว่า “ไม่เป็นที่ต้องสงสัยเสียเลยว่า อังกฤษปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้แล้ว อินเดียคืออุตสาหกรรมสิ่งทอค่ายที่สำคัญที่สุดของโลก ต่อมาตำแหน่งนี้ตกเป็นของอังกฤษ”&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ยุคความเจริญของญี่ปุ่น&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ญี่ปุ่นได้รับอารยธรรมจากตะวันตกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 และดำเนินการปิดประเทศในปี ค.ศ. 1639 โดยมีการติดต่อกับ จีนและดัช เท่านั้น ต่อมาสหรัฐอเมริกาส่ง นายพลเรือแมทธิว ซี.เปอรี่ (Commodore Matthew Calbriath Perry ค.ศ. 1794-1854) เดินทางมาญี่ปุ่นจากสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.1853 และ บังคับให้ญี่ปุ่นต้องเปิดประเทศในปี ค.ศ.1854&lt;br /&gt;จากการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์พบว่าญี่ปุ่นมีอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ที่เน้นระดับเริ่มต้นมากที่เดียว มีเมืองมีพาณิชยกรรมมากมาย มีบริษัทหลายบริษัทที่มีอายุมากกว่า 100 ปี การเปิดประเทศของญี่ปุ่นเป็นการต่อยอดจากความเจริญเดิมมากกว่าการรับ อารยธรรมตะวันตกสมัยใหม่ที่เดียว&lt;br /&gt;ญี่ปุ่นมีการค้าขายกับอยุธยามาก่อน เช่น การซื้อหนังกวาง เขากวาง ไปทำเกราะอ่อนและยาบำรุงกำลังและส่วนหนึ่งส่งไปขายให้ ฮอลแลนด์ ชี้ให้เห็นว่าความร่ำรวยของกษัตริย์อยุธยาและ รัตนโกสินทร์ มาจากการค้าขาย ไทยเองก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องแต่ตะวันตกมีการพัฒนาที่เร็วกว่า&lt;br /&gt;การพัฒนาของญี่ปุ่นในสมัยรัชกาลที่ 5 ของไทย และ จักรพรรดิ เมจิ มีลักษณะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันโดยเฉพาะ การเริ่มต้นใช้รัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้งในสมัยเมจิแต่ไทยยังไม่มีคือไม่ ได้ให้ทั้งรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง แต่ญี่ปุ่นในสมัยนั้นมีสิทธิเลือกตั้งเพียง 2 % เท่านั้นและช่วงนั้นญี่ปุ่นมีประชากร 20 ล้านคน ส่วนไทยมีประชากรเพียง 4 ล้านคนและญี่ปุ่นมีอุตสาหกรรมแล้ว มีพาณิชยกรรม ค้าขาย มีปืนใหญ่ ซึ่งพื้นฐานของญี่ปุ่นในช่วงนั้นสูงกว่าไทยมากถึงแม้ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นจะมีพระมหากษัตริย์และจักรพรรดิที่ทรงพระปรีชาสามารถรวมทั้งอุปนิสัยของประชาชนก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง ญี่ปุ่นเป็นชาติที่เคร่งครัดในการปฏิบัติตามผู้นำอย่างมีระเบียบเยี่ยม ไม่ว่าก่อนหรือหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ญี่ปุ่นเป็นชาติที่เจริญได้อย่างก้าวกระโดด&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;๓. การเปลี่ยนแปลงของระบบโลก&lt;br /&gt;๓.๑ การเปลี่ยนแปลงของโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ. 1945) ในยุค สงครามเย็น &lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;strong&gt;(ค.ศ.1945-1989)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;หลังสงครามโลกครั้ที่สองโลกถูกแบ่งออกเป็น 3ระบบใหญ่คือ ระบบเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democracy) ระบบสังคมนิยม (Socialism) และระบบรัฐเกิดใหม่ (Emerging states) ซึ่งเกิดจากการได้รับอิสรภาพของรัฐ เช่น พม่า ที่เคยอยู่ใต้การปกครองของประเทศจักวรรดินิยม เช่น อังกฤษ ระบบเสรีประชาธิปไตยมีสหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลาง ส่วนระบบสังคมนิยมมีสหภาพโซเวียตเป็นศูนย์กลางที่สามารถแข่งขันทางการเมือง เศรษฐกิจ ความคิดและวัฒนธรรม กับระบบเสรีประชาธิปไตยได้&lt;br /&gt;แม้สงครามโลกที่สองจะเพิ่งยุติลงในปี ค.ศ. 1945 แต่เกิดการแบ่งกลุ่มใหม่ของโลกทำให้ เกิดสงครามในรูปแบบใหม่ขึ้นมาแทนนั่นคือสงครามเย็น (Cold War) เป็นการเผชิญหน้าของประเทศอภิมหาอำนาจของสองระบบใหญ่คือสหรัฐอเมริกาผู้นำฝ่ายโลกเสรีกับสหภาพโซเวียต ผู้นำฝ่ายโลกสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ทำให้ผู้นำแต่ละขั้วต่างวางเกมการเมืองเพื่อเอาชนะกันโดยทั้งสองฝ่ายต้องการชัยชนะและเปลี่ยนระบบโลกให้เป็นไปตามผู้ชนะตามทฤษฏีเกมแบบผลลัพธ์เป็นศูนย์ (Zero Sum Game) ของ จอห์น ฟอน นอยมันน์ (John von Neumann) นักเศรษฐ ศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายฮังการี สิ่งที่ตามจากสงครามเย็นและทฤษฎีเกมคือการหาพันธมิตรร่วมของทั้งสองฝ่าย การสะสมอาวุธ เช่น นิวเคลียส์ การคุมเข้มพันธมิตรเพื่อไม่ให้เปลี่ยนข้าง ประเทศ ต่างทั้งยุโรปและเอเซียได้กลายเป็นคอมมิวนิสต์มากขึ้น เช่น ยุโรปตะวันออก จีน เวียต นาม ลาว เป็นต้น&lt;br /&gt;ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็กก็ไม่สามารถอยู่ได้ตามลำพังในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านรอบๆได้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ เช่น เวียตนาม ลาว ทำให้ไทยต้องเลือกข้างฝ่ายโลกเสรีโดยรัฐบาลสมัยนั้นนำโดย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ทำข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกา ทางด้านการทหารและวิชาการ การตั้งมูลนิธิฟูลไบร์ท รวมทั้งสหรัฐเห็นว่าระบอบการปกครองของไทยซึ่งมีมหากษัตริย์เป็นประมุข จึงส่งเสริมในการสร้างภาพการเทิดทูนระบบกษัตริย์เพื่อเป็นเครื่อง มือต่อต้านคอมมิวนิสต์ด้วย รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำเนินนโยบายธุรกิจแบบชาตินิยมที่มีรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการในรูปของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นการผูกขาดทางเศรษฐกิจและต่อต้านการลงทุนของต่างชาติและเป็นการสร้างการสะสมทุนในกลุ่มผลประโยชน์และสองกลุ่มใหญ่ในขณะนั้นคือ กลุ่มซอยราชครู ซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพล ผิน ชุณหวรรณและพล.ต.อ เผ่า ศรียานนท์กับกลุ่มของสี่เสาเทเวศน์ ของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ภายหลังการปฏิวัติ 20 ตุลาคม 1958 ของจอมพลสฤษดิ์ กลุ่มราชครูก็หมดอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ เศรษฐกิจแบบชาตินิยมและการต่อต้านการลงทุนจากต่างประเทศก็หมดไปด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจอมพลสฤษดิ์ ค่อนข้างราบรื่นมีการตั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและได้รับการส่งเสริมการพัฒนาประเทศเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ การสะสมทุนในสมัยสฤษดิ์ จึงเกิดขึ้นมากและเป็นการสะสมทุนขนาดใหญ่ที่มีหลายธุรกิจจากการที่ใช้ไทยเป็นฐานทัพในการสนับสนุนการสู่รบกับประเทศคอมมิวนิสต์เพื่อนบ้านเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีความเจริญทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงจากการสนับสนุนนของสหรัฐ&lt;br /&gt;ก่อนสงครามเย็นสิ้นสุดในปี 1989 สงครามเวียตนามก็สิ้นสุดในปี 1975 เป็นการพ่ายแพ้ของสหรัฐอย่างย่อยยับในช่วงสงครามเย็นสหรัฐฯประกาศถอนทหารออกจากเวียตนามตั้งแต่ ปี 1973-1975 การล่มสลายของสหภาพโซเวียตจากสภาวะเศรษฐกิจ ในปี 1991 ได้เริ่มปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจ ตามนโยบาย เปเรสตรอยกาและกลาสนอสต์ ในปี 1985 ทฤษฎีเกม ที่ทั้งสองขั้วเล่นแบบเกมศูนย์ แต่กลับกลายเป็น Negative Non Zero Sum Game ของ แนส (John Forbes Nash) คือทั้งสองฝ่ายถือว่าพ่ายแพ้ (lose – lose) เนื่องจากการประเมินสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจผิดพลาดทั้งคู่ โดยคิดว่าเป็นผู้ที่สามารถเป็นต่อและคุมเกมได้สงครามเย็นสิ้นสุดในปี ค.ศ.1989&lt;br /&gt;ในช่วงทศวรรษ 1990 หลังสงครามเย็น ความตึงเครียดทางการเมืองและการยุติของสง ครามทางด้านอุดมการณ์ โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคหลังสงครามเย็น (Post Cold War Era) เป็นโลกแบบอภิมหาอำนาจขั้วเดียวคือสหรัฐอเมริกา เกิดการแข่งขันต่อสู้ทางเศรษฐกิจที่มีความชัดเจน และมีอิทธิพลครอบคุมทั่วโลกภายใต้ชื่อใหม่ว่า Washington Consensus คือ แนวทางเสรีการค้า การเงินและการลงทุน (Liberalization) แนวทางลดการกำกับและควบคุมโดยรัฐบาล (Deregulation) แนวทางถ่ายโอนการผลิตไปสู่ภาคเอกชน (Privatization) และ แนวทางเน้นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (Stabilization) การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการเมืองของสหรัฐ อเมริกาแบบมาตรการฝ่ายเดียว (Unilateral) ถ้ามีโอกาสและใช้นโยบายกีดกันทางการค้าโดยอาศัยองค์กรอิสระด้านสิทธิมนุษยชน การเมือง แรงงาน สภาพแวดล้อมโลก&lt;br /&gt;โลกหลังสงครามเย็นก้าวสู่ระบบทุนนิยม (capitalism) แบบโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรม รวมทั้งการกลับไปสู่อดีต ท้องถิ่นนิยม วัฒนธรรมนิยม เช่นในเมืองไทยมีกาแฟโบราณ เป็นการย้อนแย้งกระแสโลกาภิวัฒน์ ของกาแฟสตราบัค การต่อต้านทุนนิยมด้วยการเน้นด้านสิทธิมนุษยชน (Human Right) มากขึ้นควบคุมการเลยเถิดหรือมากเกินไปของทุนนิยม ด้วยการให้ความสำคัญด้านสภาพแวดล้อม การดูแลโลกร้อน ธรมมาภิบาล (Good Governance) เพื่อความโปร่งใสของการบริหารจัดการ โลกาภิวัตร เองก็ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านโลกาภิวัฒน์ เกิดเป็นวัฒนธรรมนิยม เช่น การต่อต้านตลาดค้าปลีกขนาดใหญ่เช่น Tesco Lotus, 7 Eleven สร้างความพอเพียงเกิดเป็นการย้อนแย้งกับกระแสโลก (Global Paradox)&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;๓.๒ การผงาดขึ้นมาอีกครั้งของตะวันออกจากการนำของจีน&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;หลังจากที่จีนเคยรุ่งเรื่องมาก่อนตะวันตกในช่วง ค.ศ. 1100 และเริ่มเสื่อมถอยลงในยุคล่าอาณานิคมของตะวันตกหลังปี ค.ศ. 1800 เป็นต้นมา อิทธิพลของตะวันตกได้ขยายเข้ามาในจีนมากขึ้นโดยการยึดครองของอังกฤษหลังจากที่จีนแพ้สงครามฝิ่นแก่อังกฤษในปีช่วงปี ค.ศ. 1839-1842 ในสมัยราชวงศ์ ชิง ทำให้จีนต้องลดฐานะลง จีนได้ทำการปฏิรูปการปกครองแต่ล้มเหลว สุดท้าย ดร.ซุนยัดเซน หัวหน้าสมาคมถงเหมยฮุ่ย (พรรคก๊กมินตั๋ง) ยึดอำนาจราชวงศ์ ชิง และเปลี่ยนการปกครองจีนเป็นระบบสาธารณรัฐ ในวันที่ 12กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1912 จักรพรรดิ ผู่ยี ทรงสละราชสมบัติ ราชวงศ์ ชิง สิ้นสุดลงและถือเป็นการสิ้นสุดการปกครองระบบจักรวรรดิของจีน&lt;br /&gt;หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1945 ประชาชนเริ่มเสื่อมความนิยมในพรรคก๊กมินตั๋งและให้ความสนใจพรรคคอมมิวนิสต์ที่นำโดย เหมา เจ๋อตุง (Mao Tse-tung ค.ศ.1893-1976) และเหมาสามารถยึดรัฐบาลกลางได้เมื่อ 1 ตุลาคม ค.ศ.1949 และพรรคคอมมิวนิสต์จัดตั้งรัฐบาลสาธารณะรัฐประชาชนจีน ปกครองจีน ส่วนพรรคก๊กมินตั๋งโดยการนำของนายพล เจียงไคเช็ค ได้ลี้ภัยไปตั้งรัฐบาลจีนคณะชาติหรือสาธารณะรัฐจีน(Nationalist หรือ Republic of China) ที่เกาะไต้หวัน&lt;br /&gt;ภายหลังการอสัญกรรมของ ประธานเหมา เจ๋อตุง เมื่อ 9-กันยายน 1976 และการสิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรมและคดีข้อกล่าวหา ของ เติ้ง เสี่ยวผิง ได้รับการรื้อฟื้นใหม่และชำระเป็นผู้บริสุทธิ์ ในปี 1979 หลัง “ฮว่ากวั๋อฟง” ประธานพรรคถูกลดทอนบทบาทลง จุดเปลี่ยนของจีนได้เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศครั้งใหญ่ตามหลักการพื้นฐาน 4 ประการของเติ้ง เสี่ยวผิง เพื่อรองรับนโยบาย “สี่ทันสมัย” ซึ่งประกอบด้วย นโยบายการพัฒนาการเกษตร อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่และการทหาร เป็นการนำจีนกลับมาผงาดทางเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง โดยในช่วงแรกของการพัฒนาเศรษฐกิจ จีนได้เปิดเขตเศษฐกิจพิเศษ(Special Economic Zones-SEZ’s) การลงทุนจากต่างประเทศสส่วนใหญ่ในช่วงแรกได้รับการสนับสนุนจาก ”ทุนจีนโพ้นทะเล” เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ “เซินเจิ้น” และ “จูไห่” ส่วนใหญ่เป็นทุนจีนโพ้นทะเลกวางตุ้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษ “เซียะเหมิน” ส่วนใหญ่เป็นทุนจีนโพ้นทะเลฮกเกี้ยน เขตเศรษฐกิจพิเศษ “ซัวเถา หรือ ซันโถ” ส่วนใหญ่เป็นทุนจีนโพ้นทะเลแต้จิ๋ว ส่วนเกาะ “ไห่หนาน” หรือ “ไหหลำ” ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของทุนจีนโพ้นทะเลไหลหลำ หลังจากนั้นจีนได้เปิดเมืองตามชายฝั่งทะเลอีกมากต่อการลงทุนจากต่างประเทศ&lt;br /&gt;การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนแบบก้าวกระโดด เกิดขึ้นเมื่อ จีนได้รับเข้าเป็นสมาชิก WTO เมื่อ11 ธันวาคม 2001 เพราะต่างชาติมองว่าจีนเป็นตลาดขนาดยักษ์และมีระเบียบทางเศรษฐกิจเป็นสากลตามกรอบของ WTO ในปี 2006 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในจีนมีมูลค่าถึง 69,500-ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจีนมีแรงจูงใจด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax)ในอัตราไม่เกิน 15 % สำหรับนักธุรกิจ ซึ่งต่ำกว่าอัตราภาษีของนักธุรกิจท้องถิ่นที่สูงถึง 33% การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนค่อนข้างร้อนแรง ได้ดุลการค้าและมีเงินทุนสำรองต่างประเทศ (Foreign reserves) สูงถึง140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเข้าเป็นสมาชิก WTO และ ในปี 2006 จีนมีเงินทุนสำรอง ต่าง ประเทศมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (USD Trillion) ซึ่งจีนเป็นประเทศที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก ขณะเดียวกันการมีเงินทุนต่างประเทศเข้ามาในจีนมากย่อมมีแรงกดดันให้ เงินหยวน ของจีนแข็งค่าขึ้น ตามหลักอุปสงค์ อุปทาน ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกของจีนซึ่งเป็นเศรษฐกิจแบบผลิต (Productive Economy) จีนหลังจากเปิดประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด (Market Economy) จีนได้มีการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงระบบภาคการเงิน มีการระดมเงินออมจากประชาชนจีนและจีนโพ้นทะเล มีการปรับปรุงและออกพ.ร.บ. การเงินและธนาคารเพื่อสนับสนุนภาคการเงิน ธนาคาร และการลงทุนแต่ในระดับมหภาคจีนยังเปิดภาคการเงินของตนต่อต่างประเทศไม่มาก นอกจากนี้จีนยังแทรกแซงควบคุมการเงินค่อนข้างมาก จีนยังไม่ยอมเปิดเสรีบัญชีทุน (Capital account) เพื่อให้มีการแลก เปลี่ยนเงินหยวนกับเงินตราต่างประเทศอย่างเสรี จะยอมให้มีการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อกิจการที่เกี่ยวข้องกับดุลบัญชีเดินสะพัด (Current account) นอกจากการควบคุมตลาดการเงิน (Money market) จีนยังควบคุมตลาดทุน (Capital market) ด้วย โดยอนุญาตต่างประเทศเข้าถึงตลาดทุน ที่เป็นตลาดหลักทรัพย์ได้เฉพาะตลาดหุ้นพิเศษ “B” เท่านั้น โดยยังไม่เปิดให้ต่างชาติเข้าลงทุนในตลาด “A”ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามากอย่างไรก็ตามเนื่องจากจีนเข้าเป็นสมาชิก WTO จีนต้องเตรียม พร้อมทาง ภาค การเงิน (Financial sector) ภายใต้แรงกดดันของสภวะโลกาภิวัตน์ (Globalization)&lt;br /&gt;จะเห็นว่าจีนได้อาศัยบทเรียนในอดีตของประเทศต่างๆในการเปิดประเทศแบบระมัดระวังโดยเฉพาะภาคการเงินและมีการใช้เงินทุนสำรองต่างประเทศในการลงทุนซื้อหลักทรัพย์ในต่าง ประเทศโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา การตั้ง SWF (Sovereign Wealth Fund) เพื่อกองทุนในการลงทุนในต่างประเทศและพยายามสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเอง สหรัฐอเมริกาไม่สามารถกดดันค่าเงินหยวนของจีนได้เหมือนที่เคยทำกับ ญี่ปุ่นและเกาหลี เมื่อ กันยายน 1985 จากการประชุม “พลาซ่าแอ็กคอร์ด” ที่มีการกระตุ้นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกขณะนั้น – สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันนี และ ญี่ปุ่น- แทรกแซงเงินตราของตนเพื่อกระตุ้นให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง เนื่องจากการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ จำนวนมหาศาล ผลกระทบตกกับญี่ปุ่นและเกาหลีในปีถัดมาประสบภาวะขาดดุลอย่างมากมายจากการแข็งค่าของเงิน เยนแล เงิน วอน แต่สำหรับจีนมีความระมัดระวังภาคการเงินโดยยังไม่ยอมเปิดเสรีทั้งหมด&lt;br /&gt;จีนเตรียมผงาดขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจโลกใหญ่เป็นอันดับสามของโลกแซงเยอรมันหลังการประสบผลสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก 2008 ในขณะที่จีนโชคดีที่ได้กุศลจากการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกมาขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของจีนยิ่งโตแบบก้าวกระโดด ก็ต้องพบกับผลกระทบทางวิกฤต ซับไพร์ม (Subprime) ของสหรัฐอเมริกาที่ลามไปทั่วยุโรปและเอเซีย ดึงให้ เศรษฐกิจโลกต้องชลอหรือถดถอยลงไปไม่น้อยกว่า สาม ปี การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่เคยเป็นตัวเลข 2 หลักเหมือนที่ผ่านมาคงเป็นไปไม่ได้ จีนคงต้องพยายามรักษาการเติบโตไม่ให้ต่ำกว่า 7% โดยเฉพาะจีนอาจจะประสบปัญหาในสองไตรมาสแรกของปี 2009 `เป็นผลเนื่องมาจากการหดตัวทางเศรษฐกิจของ สหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของจีน รวมทั้ง ยุโรป และ ญี่ปุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;๔. เศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และนโยบายของไทย&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;สถานะการทางเศรษฐกิจของไทย นโยบายการเงิน การคลังของไทยเป็นสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังอยู่ตลอดเวลา มาถึงจุดที่เป็นอยู่ปัจจุบันได้อย่างไร?และจะไปต่อได้อย่างไรในสภาวะของการเมืองและเศรษฐกิจปัจจุบัน? คงเป็นคำถามพื้นฐานที่ทุกคนอยากรู้คำตอบ เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะที่โลกตกอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัฒน์ (Globalization) เศรษฐกิจและการเมืองเป็นสองด้านของเหรียญ ที่แยกจากกันไม่ได้ ปัญหาการเมืองนำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐ กิจ เช่นการชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินที่ผ่านมาของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ก็สร้างผลเสีย หายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเมืองเป็นที่มาของนโยบายทางเศรษฐกิจ การตัดสินใจทางนโยบาย (Policy decision making) และจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติ (From Policy to Actions) เศรษฐกิจเองก็นำไปสู่การเมือง เช่น ราคาน้ำมันซึ่งเป็นสาเหตุหลักของเงินเฟ้อและต้นทุนทางเศรษฐกิจนำไปสู่การผลักดันด้านแรงงาน ความเดือดร้อนของผู้ประกอบการและความเป็นอยู่ของประชาชนรากหญ้า ที่ส่งผลต่อการเมืองและรัฐบาล&lt;br /&gt;เบื้องต้นในการทำความเข้าใจเศรษฐกิจของไทยนโยบายการเงิน การคลัง คงหนีไม่พ้นการทำความเข้าใจเรื่อง ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP- Gross Domestic Product) การบริโภคหรือการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในประเทศ (Consumption) การลงทุนในประเทศของภาคเอกชน (Private investment) การหารายได้ของรัฐบาล (Revenue) การใช้จ่ายของภาครัฐบาล (Expenditure) การก่อหนี้สาธารณะ (Public debt) การส่งออกและการนำเข้าสินค้า (Import &amp;amp; Export) เพราะเป็นสิ่งที่เราได้ยินและได้อ่านจากข่าวสารประจำวัน สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไปอย่างไร? ปัญหาวิกฤตด้านสินเชื่อด้านที่อยู่อาศัยหรือซับไพร์ม (Sub prime) ที่เกิดในอเมริกามีผลกระทบกับไทยอย่างไรและผลข้างเคียงกับธุรกิจอื่นๆได้อย่างไร ทำไมคนถึงต้องตกงาน หลายบริษัทต้องเลิกกิจการ หลายบริษัทต้องขอเข้าสู่การคุ้มครองล้มละลาย (Chapter 11) ? ในโลกยุคโลกาภิวัตรและเราคงต้องทำความเข้าใจถึงลำดับของการพัฒนาเศรษฐกิจ (Sequences of economic development) ของแต่ละประเทศเพื่อทราบปัญหาของมัน เช่น ลำดับการพัฒนาเศรษฐกิจของสหรัฐในยุคการเก็งกำไร (Speculation economy) และจีนที่กำลังเติบโตจากลำดับการพัฒนาเศรษฐกิจแบบผลิต (Production economy) และกำลังก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจบริการ (Service –based economy) นอกจากนี้ในกระแสโลกภิวัตรประเทศไทยก็ต้องเข้าใจสาเหตุหลักของการพัฒนาของโลก (Major causes of global development) เช่น ปัจจัยจีน (China factor) ประเด็นอินเดีย (India issue) กรณีรัซเสีย (Russia Subject) หัวข้อสนทนาเวียตนาม (Vietnam topic) หรือ เรื่องราวข่าวสารของบราซิล(Brazil item) ว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเมืองของประเทศไทยอย่างไร? อะไรคือพื้นที่ทางธุรกิจซึ่ง สหรัฐอเมริกาและจีนแข่งขันและมีข้อขัดแย้งกันอยู่ เช่น ด้าน พลังงาน ภาคการเงิน การวิจัยและพัฒนา (R&amp;amp;D) การสร้างแบรนด์สินค้า ด้านภาคธุกิจบริการ? การพัฒนการทุนนิยมโลกของจีนที่รัฐบาลสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง (State backed capitalism) กับ ของสหรัฐอเมริกาที่นำโดยเอกชน (Private- led capitalism) ซึ่งนำไปสู่การเมืองโลกที่ไม่สมดุลทางเศรษฐกิจและสหรัฐจะกลายเป็นทุนนิยมที่มีการแทรกแซงทางการเมืองหรือต้องเข้าใจความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น มหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในเรื่องวิจัยและพัฒนาการสร้างแบรนด์ ด้านเครือข่าย และด้านความมั่นคงไม่ควรมองข้ามรูปแบบเศรษฐกิจของสิงคโปร์ที่เป็นประเทศจิ๋ว แต่แจ๋ว สุดท้ายเมื่อกลับมามองดูประเทศไทยว่าอะไรเป็นข้อจำกัดของประเทศไทยในการลงทุนในประเทศจีนเพราะเราเชื่อว่า จีนและอินเดีย เอเซีย จะเป็นประเทศเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ในปัจจุบันและ อนาคตส่วนยุโรปและอเมริกาเป็นประเทศเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ในปัจจุบันและอดีตด้วยความเชื่อว่า เป็นยุคที่ตะวันออกจะกลับมาผงาดเหนือตะวันตกอีกครั้งหนึ่ง&lt;br /&gt;การวิเคราะห์เศรษฐกิจคงต้องอาศัยตัวชี้วัดที่สำคัญๆ เช่น ตัวชี้วัดเศรษฐกิจมหภาค (Macro economic indicator) หรือเศรษฐกิจของระดับประเทศ เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ภาวะเงินฝืด (Deflation) การนำเข้าและส่งออกสินค้า เป็นต้นตัวชี้วัดเศรษฐกิจจุลภาค (Micro economic indicator) เช่น ต้นทุนของบริษัทในการลงทุน ตัวชี้วัดต้นทุนรวม&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn3" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftn3" name="_ftnref3"&gt;[3]&lt;/a&gt; (Total cost) ของธุรกิจที่ประกอบด้วยต้นทุนคงที่ (Fixed cost) และต้นทุนแปรผัน (Variable cost) เพื่อเป็นตัวชี้ว่าเศรษฐกิจจุลภาคในช่วงเวลานั้นๆกำลังการผลิต (Capacity) อยู่ที่จุดไหนจำเป็นต้องขยาย การผลิตหรือไม่ อย่างไร รวมทั้งผลกระทบที่เกิดจาก เศรษฐกิจมหภาค เช่น ราคาน้ำมัน แรงงาน ค่าของเงินบาท ซึ่งเป็นปัจจัยต่อการ ลงทุนด้านเครื่องจักรกล การขยายโรงงาน การจ้างงาน ของเศรษฐกิจจุลภาค ซึ่งจะขยายความเข้าใจในหัวข้อต่อไป&lt;br /&gt;สิ่งแรกที่เป็นพื้นฐานที่ต้องเข้าใจคือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP: Gross Domestic Product เพื่อให้เข้าใจง่ายการเข้าใจ GDP คือรายได้ทั้งหมดที่เกิดในประเทศไทย คือใช้ พื้นที่ประเทศไทยเป็นตัวตั้งในการพิจารณา (Made in Thailand) โดยไม่จำกัดสัญชาติ เช่น การลงทุนของเอกชนต่างชาติที่ก่อให้เกิดรายได้ขึ้นในระเทศไทยซึ่งต่างจาก ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ GNP: Gross National Product ซึ่งเป็นรายได้ที่เกิดจากคนไทยแม้จะอยู่ต่างประเทศ ให้เอาคนไทยเป็นตัวตั้ง ในการพิจารณา (Made by Thai) เช่น ทำธุรกิจร้านอาหารใน ลอนดอลและส่งเงินกลับมาประเทศแรงงานไทยในต่างประเทศเป็นต้นที่สำคัญต่อธุรกิจมหภาคในการพิจารณาเราจะใช้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP เพราะมีขนาดใหญ่กว่า GNP และมีนัยสำคัญทางทิศทางเศรษฐกิจของไทย เราสามารถ พิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งๆได้จาก GDP เพราะ GDP จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง เป็นภาพใหญ่ของเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ เพราะภายใน GDP มีองค์ประกอบที่สำคัญทางเศรษฐกิจคือ GDP เกิดจากองค์ประกอบของ การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในประเทศนั้นๆ (Consumption) การลงทุนของภาคเอกชน (Private investment) การหาเงินและการใช้จ่ายภาครัฐบาล (Government revenue and expenditure) และ ผลลัพธ์ของการส่งออกและนำเข้าสินค้า (Import &amp;amp; Export) เขียนเป็นสมการง่ายๆ คือ&lt;br /&gt;GDP = C + I +G + (X-M)&lt;br /&gt;สำหรับ การพิจารณา GDP ของประเทศไทย&lt;br /&gt;GDP: คือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศไทย&lt;br /&gt;C: มูลค่าการบริโภคการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศไทย&lt;br /&gt;I: มูลค่าการลงทุนของภาคเอกชนภายในประเทศไทย&lt;br /&gt;G: มูลค่าการหาเงิน และ ค่าใช้จ่ายภาครัฐบาลไทย&lt;br /&gt;X-M: มูลค่าของผลลัพธ์ ของ การส่งอออกและนำสินค้าเข้าประเทศไทยโดย X คือ มูลค่าการส่งสินค้าออกนอกประเทศไทยและ M คือมูลค่าการนำสินค้าเข้าประเทศไทย&lt;br /&gt;ทำไมเราต้องเรียนรู้หรือทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ผลลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ? ประโยชน์ ของ GDP นำไปสู่การวางแผนงานด้านต่างๆ ของแต่ละภาคส่วนของประเทศ คือ&lt;br /&gt;- การวางแผนการผลิต (Production planning)&lt;br /&gt;- การวางแผนการสำรองสินค้าและวัตถุดิบ (Stock planning)&lt;br /&gt;- การวางแผนงานการตลาด (Marketing planning)&lt;br /&gt;- การวางแผนด้านการเงิน (Financial planning)&lt;br /&gt;- การวางแผนด้าน นวัตกรรม (Innovation planning)&lt;br /&gt;โดยพิจารณาจากองค์ประกอบทางวัฒนธรรม (Culture factor) การเมือง (Political) สังคม (Social) และนโยบาย ทั้งทางเศรษฐกิจและไม่ใช่เศรษฐกิจ (Economic &amp;amp; non- economic policy) และเราต้องเข้าใจถึงลำดับขั้นตอนของการพัฒนาการทางเศรษฐกิจคือ&lt;br /&gt;1. เศรษฐกิจแบบเก็บรวมรวบแล้วส่งขาย เช่น ในสมัยโบราณ การเก็บของป่า หนังสัตว์ หรือ การส่งออกน้ำมันดิบ วัตถุดิบ ทอง อัญมณี ส่งขาย เพื่อสร้างเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า Collection economy เช่น การส่งออกก๊าซ ธรรมชาติ และ อัญมณี ของพม่า&lt;br /&gt;2. เศรษฐกิจแบบผลิตแล้วส่งขายเพื่อสร้างเศรษฐกิจ เช่น จีน ขณะนี้ถือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก เนื่องจากการได้เปรียบในด้านต้นทุนและแรงงานในการผลิต เป็นเศรษฐกิจที่พัฒนาขึ้นมาจาก Collection economy เป็น Production economy&lt;br /&gt;3. เศรษฐกิจที่อิงกับภาคบริการ เช่น ด้านการเงินและไอที ซึ่งเป็นการพัฒนาการจากเศรษฐกิจแบบผลิต เพราะต้นทุนด้านแรงงานที่สูงขึ้น เช่น เศรษฐกิจในยุโรป หสรัฐอเมริกา ฮ่องกง สิงคโปร์ ไทยเป็นต้น ซึ่งประเทศไทย จีน เป็นการผสมผสานของ production economy และ service – based economy ซึ่งก็ขึ้นอยู่ว่ามีน้ำหนักอยู่ที่เศรษฐกิจไหน ตามค่าแรงงาน และ ความได้เปรียบทางการตลาดและองค์ความรู้ เช่น ธุรกิจ onlineแบบreal time ต.ย. การให้บริการ Call Center และข้อมูลคนไข้ ของ สหรัฐและ ยุโรป ที่ให้บริการแบบ online และ real time แต่การให้บริการหรือการดำเนินงานอยู่ในอินเดีย โดยผ่านเทคโนโลยี่ไอที ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เนต รวมทั้งเทคโนโลยี่การออกแบบเครื่องบินโดยสาร แอร์บัสและโบอิ้ง ที่ลดต้นทุน สามารถให้วิศวกรรัสเซียออกแบบผ่านระบบเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต เป็นต้น&lt;br /&gt;4. เศรษฐกิจแบบเก็งกำไร ซึ่งเป็นเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาการผ่านเศรษฐกิจแบบ การผลิต และภาคบริการมาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา บางประเทศในยุโรป เป็นส่วนใหญ่และบางประเทศในเอเซีย เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง เป็นการเก็งกำไรจากราคาสินค้าในอนาคต เช่น ราคาน้ำมัน พืชผล อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันอย่างมาก เช่น การซื้อขายสินค้าล่วงหน้า (Commodity) การซื้อขายอนุพันธ์ (derivative) ตลาดหลักทรัพย์ วาณิชธนกิจ ต่างๆ ซึ่งเราถือเป็นพัฒนการทางเศรษฐกิจ แบบ specuration economy ซึ่ง ถ้าเลยเถิดไป ก็กลาย เป็น Casino economy ซึ่งไม่ได้สร้างมูลค่าหรือคุณค่าที่แม้จริงทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นการสร้างฟองสบู่ในทางเศรษฐกิจโลกและรอวันที่ฟองสบู่แตก ดังที่เกิดเป็นปัญหาเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันหรือปัญหา ซับไพร์มของสหรัฐ ก็เนื่องมาจาก การเลยเถิดของ Specuration economy ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปถึงสาเหตุและผลกระทบต่อประเทศต่างๆทั่วโลกและประเทศไทยที่เป็น ผลของโรคระบาด (Contagion effects) ที่ระบาดจากทวีปสู่ทวีป และจากประเทศสู่ประเทศ&lt;br /&gt;ก่อนที่จะดูภาพรวม และ การวิเคราะห์ เศรษฐกิจของประเทศไทย ในยุคโลกาภิวัฒน์ เราต้องเข้าใจภาพรวมของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีนและอินเดีย ซึ่งสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP สูงที่สุดในโลกถึง 32% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก ในขณะที่ GDP ญี่ปุ่นเท่ากับ 11% จีน 6% และอินเดีย 2% ในปี ค.ศ. 2006&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn4" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftn4" name="_ftnref4"&gt;[4]&lt;/a&gt; และ GDPของ สหรัฐฯลดลง เหลือ 30.96 % ในปี 2007 ในขณะที่ GDP ของ ญี่ปุ่น จีน อินเดีย เป็น 7.8% , 6% และ 2% ตามลำดับ จะเห็นว่าอภิมหาอำนาจอย่าง สหรัฐฯ และมหาอำนาจอย่าง ญี่ปุ่น เริ่มมีปัญหาเศรษฐกิจชลอตัวถึงถดถอย สาเหตุของมันเกิดจากอะไร ? คงต้องวิเคราะห์ต่อไป&lt;br /&gt;การวิเคระห์เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาก็ เพื่อโยงหาความสัมพันธ์และผลกระทบแบบโลกาภิวัตร ต่อเศรษฐกิจของ ทวีปยุโรป ทวีปเอเซีย และต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย ดังได้กล่าวข้างต้นแล้วว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯได้พัฒนามาถึงเศรษฐกิจแบบเก็งกำไร (Specuration Economy) ทำไมต้องเก็งกำไร? ก็เพราะมันมีช่องว่างทางการตลาดที่เปิดให้เกิดการเก็งกำไรในระบบการค้าแบบเสรี ขอแยกการวิเคราะห์ วิกฤตทางการเงินของสหรัฐก่อนเกิดปัญหา ซับไพร์ม ดังต่อไปนี้คือ&lt;br /&gt;สาเหตุหลักๆ&lt;br /&gt;การขาดระเบียบทางการเงิน (Financial deregulation)&lt;br /&gt;นโยบายการผ่อนปรนเศรษฐกิจมหภาค (Expansionary macro economic policy) หลังปี ค.ศ. 2001 ทั้งนโยบายการเงิน (Monetary policy) และ นโยบายการคลัง (Fiscal policy) ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของ อุปทาน เงิน ดอลลาร์สหรัฐฯ&lt;br /&gt;การพัฒนา สินค้าทางการเงินใหม่ๆ ภายใต้โลกาภิวัตรทางการเงินที่รวดเร็ว (Development of New Financial Products Under Speedy Financial Globalization) เช่น ตราสารอนุพันธ์ (Derivative) ดัชนี (Index) CDS:Credit Default SWAPs เป็นต้น&lt;br /&gt;ผลจากการที่จีนเข้าเป็นสมาชิก WTO ในปี 2001 ทำให้จีน&lt;br /&gt;- ขยายการลงทุน ( Investment expansion)&lt;br /&gt;- เพิ่มการนำเข้า (Import increase)&lt;br /&gt;- เปิดการส่งออก (Export rising)&lt;br /&gt;ผลที่ตามมา (Consequences) ที่เรียกว่า “5 Over” หรือ การเลยเถิด 5 ประการคือ&lt;br /&gt;การกู้ยืม ที่เลยเถิด&lt;br /&gt;การใช้จ่าย ที่เลยเถิด&lt;br /&gt;การลงทุน เลยเถิด&lt;br /&gt;การเก็งกำไร ที่เลยเถิด และ&lt;br /&gt;มูลค่าสินทรัพย์ เฟ้อ (พองขึ้น) จนเลยเถิด&lt;br /&gt;ผลเหล่านี้นำไปสู่การเติบโตอย่างรวดเร็วของฟองสบู่จากการเก็งกำไรที่เกินปรกติ (Hyper speculative bubble Boom) และเกิดการแตกของฟองสบู่จากการเก็งกำไรเกินไป (Super speculative bubble burst) ตามมาและเกิด เป็น “โดมิโน เอฟเฟ็ค: Domino Effects” จากสถาบันการเงินหนึ่งไปยังอีกสถาบันการเงินหนึ่งและภาคธุรกิจหนึ่งไปยังอีกภาคธุรกิจหนึ่ง จนกลายเป็นวิกฤตโรคระบาด (Contagion effects) จาก ทวีปหนึ่งสู่อีกทวีปหนึ่งจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่ง&lt;br /&gt;หลักฐานของราคาสินทรัพย์ที่ เฟ้อ (สูงขึ้น) ในช่วงปี 2001 - 2006 คือ&lt;br /&gt;ราคาน้ำมันสูงขึ้น 500 – 600 %&lt;br /&gt;ราคาทองเพิ่มขึ้น 500 – 600 %&lt;br /&gt;ราคาสินค้าพื้นฐาน เพิ่มขึ้น 300 – 400 %&lt;br /&gt;สิทรัพย์ ของ กองทุนรวม (Mutual Funds) เพิ่มขึ้น 300 – 400 %&lt;br /&gt;ราคา อสังหาริมทรัพย์ เพิ่มขึ้น 100 – 200 %&lt;br /&gt;ความล้มเหลวทางการเงิน (Financial Melt Down) เป็นผลมาจาก&lt;br /&gt;มูลค่า ทรัพย์สิน ลดลงอย่างต่อเนื่อง (Property deflated value)&lt;br /&gt;มูลค่า กองทุน บำนาญ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ( Pension- Fund deflated value)&lt;br /&gt;ภาคการเงิน ต่อไปนี้ ล้มเหลว&lt;br /&gt;- ตราสารอนุพันธ์&lt;br /&gt;- เครื่องมือการบริหารจัดการความเสี่ยง&lt;br /&gt;- ราคา สัญญาซื้อขายสินค้าล่วงหน้า เช่น พลังงาน สินค้าพื้นฐานอื่นๆ&lt;br /&gt;- จาก ระบบความเชื่อถือ (เครดิต) นำไปสู่ระบบ ขาดความเชื่อถือ (เงินสด)&lt;br /&gt;- จาก ธนาคารเพื่อการลงทุน ไปสู่ ธนาคารพาณิชย์&lt;br /&gt;- การลดลงของ อัตรา หนี้ต่อทุน (Debt / Equity Ratio)&lt;br /&gt;เมื่อพิจารณาดูโครงสร้างทางเศรษฐกิจของสหรัฐ จะพบว่ามีลักษณะเป็น ปิรามิด กลับหัวคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลกระทบของ วิกฤตการเงินสหรัฐ ต่อ เอเซีย&lt;br /&gt;1. ภาคการเงิน (Financial Sector)&lt;br /&gt;2. ภาคธุรกิจจริง (Real Sector)&lt;br /&gt;3. ประเทศ และ พื้นที่เศรษฐกิจ ในเอเซีย ที่กระทบหนัก คือ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง เพราะประเทศเหล่านี้ ลงทุนสูงในจีนและ ประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่กล่าวมาทำให้พอทราบถึงโครงสร้าง การพัฒนาการทางเศรษฐกิจและเศรษฐกิจแบบเก็งกำไรของสหรัฐฯ สาเหตุและผลที่เกิดจากวิกฤตการเงินและผลกระทบที่มีต่อประเทศในภูมิภาคเอเซีย จากวิกฤตการเงินของสหรัฐอเมริกาถ้าจะวิเคราะห์ถึงต้นน้ำจนถึงปลายน้ำของปัญหาวิกฤตการเงินที่เป็นปัญหาใหญ่สุดของสหรัฐนั้นถือได้ว่าต้นน้ำมาจากปัญหาการปล่อยสินเชื่อด้านที่อยู่อาศัยแก่ลูกค้าด้อยคุณภาพที่เราเรียกว่า ซับไพร์ม (Sub - prime) คำว่า “ซับไพร์ม” เป็นเพียงคำวิเศษณ์ ที่แปลว่าคุณภาพเป็นรอง ขึ้นอยู่กับว่าจะนำไปขยายคำนามอะไร คำว่า Sub มีความหมายว่า “ต่ำกว่า” ส่วน Prime ในทางการเงินธนาคารคือ Prime rate – “ดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี” ดังนั้น Sub - prime loan จึงเป็น “เงินกู้ที่สถาบันการเงินปล่อยกู้แก่ผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่มักถูกปฏิเสธการให้กู้จากสถาบันการเงินหลัก” ดังนั้น ซับไพร์ม เป็นการแบ่งชั้นของลูกค้าและเครดิต โดยธนาคารสินเชื่อหรือธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐ ลูกค้าชั้นซับไพร์มจึงเป็นลูกค้าที่มีระดับต่ำกว่าและมีเงื่อนไขด้อยกว่า ลูกค้าชั้น ไพร์ม เช่น อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า เงื่อนไขวงเงินที่ผ่อนชำระที่เข้มงวดกว่าดังจะเห็นได้ว่ารายได้ต่อหัวของประชากรสหรัฐเฉลี่ยประมาณ 40,000 ดอลลาร์ต่อปีกลุ่มลูกค้าซับไพร์มของสหรัฐฯ มีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยเพียงประมาณ 13,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งมีจำนวนถึง 20% บริษัทสินเชื่อด้านอสังหารมทรัพย์ขนาดใหญ่ 2 บริษัทของสหรัฐคือแฟนนี่ เม (Fanni Mae) และเฟรดดี้ แมก (Freddie Mac) ได้ปล่อยสินเชื่อซับไพร์มและประสบการณ์ขาดทุนในไตรมาสที่ 2 ของปี 2551 สูงกว่าที่นักการเงินวิเคราะห์คาดการไว้ถึง 3 เท่าทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องอัดฉีดเงินทุนเพื่อซื้อหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)ของบริษัททั้งสอง เสมือนการโอนบริษัททั้งสองเป็นของรัฐ และขจัดผู้ถือหุ้นสามัญที่อาจสร้างความเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิและผู้ถือครองตราสารที่มีมูลค่าถึง 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯและส่งผลให้หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 ของยอดหนี้สาธารณะปัจจุบันจึงถือว่าบริษัททั้งสองเป็นผู้รับความเสี่ยงจากสินเชื่อซับไพร์ม แต่เนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐเป็นเศรษฐกิจแบบเก็งกำไร หนี้จากสินเชื่อหรือสินทรัพย์ ดังกล่าวจึงถูกแปลงเป็นหลักทรัพย์ ที่เรียกว่า CDO : Collateralization Debt Obligation และนำออกขายทั่วโลกขึ้นอยู่กับว่าใครซื้อไปบ้าง เนื่องจากความเป็นโลกาภิวัตร หลักทรัพย์ CDO จึงถูกขายไปทั้งทวีปยุโรปและ เอเซียอย่างกว้างขวางและรวดเร็วในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาจาก ปี 2001-2006 ราคาอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐมีราคาสูง เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 100-200 % จึงมีผู้ซื้อและถือตราสาร CDO อย่างมาก CDO เป็นตราสารชนิดหนึ่งที่จะจ่ายเงินสดคืนที่ได้จากการเก็บหนี้ที่นำมาค้ำประกันนั้นๆ ตราสาร CDO อาจแบ่งเป็นกลุ่มและมีหลายเกรดตามเครดิต เช่น AAA; AA; A; BBB และ BB โดย CDO เกรด AAA จะได้รับเงินคืนก่อนแต่ดอกเบี้ยไม่สูงและ BB ซึ่งได้ดอกเบี้ยสูงและกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มทุน (Equity) และคาดว่าในปี 2006 มีตราสาร CDO มูลค่าถึง 489,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ CDO เหล่านี้มีการแปลงเป็นสินทรัพย์ที่มีหลักประกัน (Asset Backed Securities) คือ ทำ Securitization และเมื่อเงินกู้ยืมซับไพร์มมีปัญหา CDO เหล่านี้ก็มีปัญหาขาดความน่าเชื่อถือราคา CDO ก็ตกลง เช่น กองทุนที่ลงทุนใน CDO3 ของบริษัทบีเอ็นพีพาริบาร์ซึ่งเป็นผู้จัดการ CDO รายใหญ่ของยุโรปที่มีมูลค่ารวมกันถึง 2 พันล้านยูโรและต้องหยุดการซื้อขายเมื่อราคาตกลงมาก สถาบันการเงินสหรัฐก็เริ่มระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อก็ทำให้ตลาดการเงินในสหรัฐเริ่มตึงตัว ต้นทุนการกู้ยืมเงินจึงสูงขึ้น คล้ายกับกรณีวิกฤตการเงินในปี 1997 ของไทยและเอเซีย ธนาคารกลางสหรัฐต้องอัดเม็ดเงินเข้สู่ระบบ 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ บริษัทแบร์เสติ์นและAIG: American International Group ซึ่งเป็นบริษัทประกันได้ทำการออก CDS: Credit Default Swap เพื่อขายให้แก่ลูกค้าผู้ถือ CDO เป็นตราสารประกันการชำระหนี้ แต่เมื่อเศรษฐกิจชลอตัวลูกค้า ซับไพร์ม ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ราคาอสังหาริมทรัพย์ลดต่ำลง การผิดนัดชำระหนี้ของลูกค้าเริ่มขยายวงกว้างจนเป็นระบบ ทำให้ผู้ให้ประกันทั้งแบร์สเติร์นและAIG ก็ไม่สามารถชำระเงินประกัน CDO ได้สุดท้ายจึงขอเข้า Chapter 11 เพื่อเข้าสู่ขบวนการล้มละลาย วอร์เรน บัฟเฟตต์ กูรูตลาดหุ้น เคยกล่าวไว้ว่า ตราสารอนุพันธ์เป็นอาวุธทางการเงินที่มีอานุภาพในการทำลายสูง&lt;br /&gt;ผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเมืองของไทยต่อปัญหา “ซับไพร์ม” และเศรษฐกิจโลกชลอตัวจะมีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร? ไทยควรวางแผนรับมืออย่างไรใน 3-5 ปีข้างหน้าต่อปัญหาของ ซับไพร์มและเศรษฐกิจโลก? จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าตัวชี้วัดเศรษฐกิจที่สำคัญคือ GDP เราก็ต้องมาดูว่าอะไรที่มากระทบต่อ GDP ของประเทศ ที่แน่นอนก็คือ 2 ปัจจัยหลักด้านการเมืองภายใน ประเทศและเศรษฐกิจการเมืองโลก เราจะมองที่ปัญหาใหญ่ก่อนเพราะเราไม่สามารถควบคุมได้ก็คือเศรษกิจการเมืองต่างประเทศ โดยเฉพาะปัญหาวิกฤตการเงินของสหรัฐจากปัญหา ซับไพร์ม สิ่งที่แน่นอนและชัดเจนคือการชลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ปัญหาการปิดตัวของธุรกิจและกิจการทางการค้าของสหรัฐอย่างต่อเนื่องที่เป็นข่าวผ่านมา เช่นการล้มละลายของ วาณิชธนกิจหรือ Investment Bankรายใหญ่อย่าง เลห์แมน บราเธอร์ส และการเข้าอุ้มบริษัทสินเชื่อขนาดใหญ่ของสหรัฐ อย่าง แฟนนี่ เมและเฟรดดี้ แมกและบริษัทประกันอย่างแบร์เสติร์นและเอไอจี ซึ่งแน่นอนว่า บริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้มีสาขาอยู่ทั่วโลกทั้งยุโปและเอเซียรวททั้งประเทศไทยด้วยนอกจากนี้การเคาะระฆัง(Bailout) ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลของ 3 บริษัทผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ของสหรัฐก็ส่งผลเบื้องต้นถึงธุรกิจรถยนต์สหรัฐฯที่มีฐานผลิตในไทยก็ต้องปลดลดคนงานลง การส่งออกย่อมลดลงแน่นนอน การท่องเที่ยวจากปัญหาการเมืองที่มีการปิดสนามบินและการนำมาซึ่งการชลอการลงทุนของภาคเอกชน สิ่งที่พอมองเห็นคือภาครัฐเพียงอย่างเดียวที่พอจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ ขอย้อนกลับไปดูสมการ&lt;br /&gt;GDP = C + I + G + (X-M)&lt;br /&gt;GDP ลดลงแน่นอนแต่จะเป็นเท่าไร? หรือ เลวร้ายขนาดไหน? ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศว่าจะเข้ามาซ้ำเติมอีกหรือไม่ ต้องยอมรับว่าในช่วงปี 2006 -2008 เป็นต้นมาการเมือง ไทยเป็นตัวซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศมาตลอด ถ้ามองในแง่ดีว่าหลังการตั้งรัฐบาลใหม่แล้วการ เมืองไทยจะนิ่งไม่มีใครออกมาซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศอีก ซึ่งอาจเป็นสมมุติฐานที่ผิดแต่แรก แต่ก็ลองตั้งไว้ก่อน เมื่อพิจาณาองค์ประกอบแต่ละตัวก็พอวิเคราะห์เศรษฐกิจของไทยได้ดังนี้&lt;br /&gt;- การบริโภคของประชาชน (C) จะลดลงอย่างแน่นอนถ้ารัฐบาลไม่มีนโยบายกระตุ้น คำถามว่าเพราะอะไร? สาเหตุเพราะสภาวะต่อไปนี้เศรษฐกิจจะเข้าสู่สภาวะเงิน ฝืด เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงและราคาสินค้าที่กำลังลดลดอย่างต่อเนื่องและขาดเสถียรภาพ C ของประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็น 60% ของ GDP&lt;br /&gt;- การลงทุนภาคเอกชน (I) ลดลง เนื่องจากสภวะเงินฝืด ราคาสินค้าไร้เสถียรภาพด้านขาลงและอุปสงค์ของตลาดที่ลดลง การขยายธุรกิจหรือการรับพนักงานใหม่ไม่เกิดขึ้น นักศึกษาจบใหม่ยังไม่มีงานทำ คนงานเก่าบางส่วนตกงานและสัญญานเหล่านี้ได้เริ่มให้เห็นบ้างแล้ว เช่น การปลดคนงานโรงงานผลิตรถยนต์ในค่าย จีเอ็มและฟอร์ดในไทย โรงงานผลิตกล้องนิคอน ฯลฯ ปัญหาที่ตามมาคือปัญหาสังคมและด้านอาชญา กรรม&lt;br /&gt;- ในส่วนของภาครัฐบาล(G) ในแง่การหารายได้ก็คงเป็นไปได้ยากเพราะรายได้ส่วนใหญของการเก็บภาษีมาจากภาษีมูลค่าเพิ่มถ้าไม่มีการลงทุนภาคเอกชนการจับจ่ายใช้ซอยของประชาชนไม่เกิดก็คงยากที่การเก็บภาษีจะเข้าเป้า&lt;br /&gt;- ส่วนรายจ่ายที่เกิดจากงบประมาณของรัฐ ถ้าแบ่งเป็นรายจ่ายตามงบประมาณ (In budget) และรายจ่ายนอกงบประมาณ (Out budget) ก็พบว่ารายจ่ายตามงบประมาณ 75% เป็นงบค่าใช่จ่ายตายตัวของรัฐบาล เช่น เงินเดือน คุรุภัณฑ์ ค่าน้ำค่าไฟ ไม่เหลือพอที่จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ก็คงเหลือแต่รายจ่ายนอกงบประมาณที่ต้องกู้มาหรือการก่อหนี้สาธารณะ เพื่อสร้าง “เมกโปรเจค” แต่ก็มีคำถามว่า เครดิตของประเทศขณะนี้เป็นเช่นไร? จะมีคนให้กู้หรือไม่สำหรับโครงการขนาดใหญ่? และ Risk premium ที่เพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยเงินกู้ไทยจะรับได้หรือไม่?&lt;br /&gt;จากผลที่จะเกิดขึ้นดังกล่าว รัฐบาลคงต้องใช้เครื่องมือทั้งการเงิน และการคลังเข้าช่วย&lt;br /&gt;นโยบายการคลัง&lt;br /&gt;- กระตุ้นการลงทุนในประเทศโดยลดภาษีนิติบุคคลในช่วงสั้น 1-2 ปี เพื่อกระตุ้นและ จูงใจการลงทุนของภาคเอกชน (I) แต่ไม่ควรทำยาวเหมือนอเมริกาเพราะจะเกิดผลเสียจากการเก็งกำไร&lt;br /&gt;- ลดภาษีรายได้บุคคลเพื่อกระตุ้นการการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ( C ) เพราะ C คิดเป็น 60 % ของ GDP ในสภาวะปกติ&lt;br /&gt;- คลัง ต้องใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย (Expansionary fiscal policy) ในกรณีที่รายจ่ายรัฐ &amp;gt; รายรับเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล (G) ผ่านโครงการขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “เมกกะโปรเจก” แต่เนื่องจาก Risk Premium ของโครงการจะเพิ่มขึ้นจากต้นทุนการกู้เงินสำหรับโครงการต่างๆ ถึงแม้หนี้สาธารณะจะมาจากภาษีของประชาชนแต่เพื่อการกระตุ้นเศรษฐ กิจก็จำเป็น&lt;br /&gt;นโยบายการเงิน&lt;br /&gt;- นอกจากการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในช่วง 0-3.5 % ซึ่งต่อนี้ไปไม่น่าจะกังวลเท่ากับปัญหาเงินฝืด หรือขาดสภาพคล่องของระบบการเงินที่จะตามมา&lt;br /&gt;- สภาวะการเงินโลกอาจเข้าสู่สภาวะเงินฝืดถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฯ สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นอยู่ในสภาพขาลงยาว ถ้าราคาสินค้าไร้เสถียรภาพด้านขาลง&lt;br /&gt;- การลดดอกเบี้ย R/P จากการที่แบงค์ชาติเพิ่งประกาศลดดอกเบี้ยแรง 1 % ทำให้ดอกเบี้ย R/P เหลือเพียง 2.75 % น่าจะเป็นการใช้เครื่องมือทางการเงินที่ถูกต้องและปรับเป้าเงินเฟ้อ ใหม่ เป็น 0.5 – 3% เป็นการแทรกแซงทางอ้อมในการซื้อพันธบัตรคืนจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์นำไปปล่อยในระบบและเป็นการทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอ่อนตัวลงเพื่อกระตุ้นการส่งออก (X)&lt;br /&gt;- แบงค์ชาติต้องควบคุมการไหลเวียนของเงินเข้าออกจากระบบอย่างเคร่งครัดและเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;๕. การเข้าใจเศรษฐกิจการเมืองไทย ผ่านทุนจีนโพ้นทะเลในไทย และ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;อะไรคือทุนจีนโพ้นทะเล? ทำไมถึงต้องศึกษาทุนจีนโพ้นทะเล? ทุนจีนโพ้นทะเลบอกอะไรเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเมืองของไทยและประเทศในภูมิภาค เอเซียตะวันออกเฉียงใต้?&lt;br /&gt;ที่ตั้งคำถามเพื่อความง่ายต่อการทำความเข้าใจ เพื่อการตั้งสมมุติฐานและการนำไปสู่การค้นหาข้อมูลและข้อสรุปในที่สุด คำถามอื่นๆคือคนจีนเกิดมากับการค้าขายเลยหรือเปล่า? ชาวจีนเป็นชาติพันธุ์ที่มีลักษณะวัฒนธรรมผู้ประกอบการชุดหนึ่งอยู่หรือไม่? ถ้ามีวัฒนธรรมชุดนั้นคืออะไร? การสะสมทุนเกิดขึ้นได้อย่างไร? การส่งผ่านของทุนไปสู่การเมืองในประเทศไทยได้อย่างไร?&lt;br /&gt;ก่อนอื่นต้องเขาใจว่าชาวจีนก็เหมือนชาติอื่นๆ ที่มีอาชีพทั้งทำนา ประมง ช่างฝีมือ ค้าขาย และอื่นๆซึ่งเป็นไปตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ นิเวศน์ ประชากรศาสตร์ โครงสร้างทางสังคม และ ความร่วมมือทางสังคมที่คนจีนนั้นๆอาศัยอยู่ ซึ่งในการพิจารณา นิเวศน์ ของประเทศจีนพอแบ่ง นิเวศน์ (ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับถิ่นที่อยู่และสภาพแวดล้อม) ของจีนออกได้เป็น 4 แบบกว้างๆ&lt;br /&gt;๔.๑ ถิ่นที่อยู่ที่เป็นทะเลทรายล้วนๆ&lt;br /&gt;๔.๒ ถิ่นที่อยู่ที่เป็นที่ราบสูงริมน้ำซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ในสี่มณฑลใหญ่ของจีนที่อยู่สองข้างแม่น้ำเหลือง (ฮวงโห) เป็นแหล่งผลิตธัญพืชที่สำคัญ เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี และ อาหารหลักของจีนทางเหนือ นี่เป็นสาเหตุที่จีนทางเหนือกิน “หมั่นโถว” เพราะไม่มีการปลูกข้าว เพิ่งมาได้กินข้าวในช่วงราชวงศ์ ชิงที่มีการสร้างเส้นทางคมนาคมและการแปรรูปข้าวจ้าวจากทางใต้ส่งขึ้นไป มีการขุดคลองจากปักกิ่งลงไปถึงหางโจวเพื่อการลำเลียง ใบชาและข้าว ให้ราชสำนัก&lt;br /&gt;๔.๓ ถิ่นที่อยู่ที่เป็นที่ราบลุ่มริมน้ำในหุบเขาคือที่ราบลุ่มริมแม่น้ำ “แยงซี” ที่มีความอุดมสมบูรณ์ในระบบนิเวศน์สูงมีสัตว์ป่าปลูกอะไรก็ขึ้นงอกงาม เสียแต่เพียงพื้นที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก ถ้าต้องการขยายที่ดินก็ต้องข้ามเขาไปอีกลูกหรือย้ายถิ่นฐาน ซึ่งเป็นจีนทางใต้หรือในที่ราบลุ่ม&lt;br /&gt;๔.๔ ถิ่นที่อยู่ที่ราบสูงหนาวเย็นเป็นพื้นที่ที่ทำอะไรไม่ได้เลย เป็นภูเขา&lt;br /&gt;โดยหลักแล้วประชากรจีนจะอยู่หนาแน่นในสองนิเวศน์คือ ถิ่นที่ราบสูงริมน้ำและถิ่นที่ราบลุ่มริมน้ำในหุบเขา สาเหตุก็คงมาจากความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ทางการเกษตรและการกสิกรรมเป็นหลักเพราะเป็นพื้นฐานของการดำรงชีพของมนุษย์และแน่นอนว่าบริเวณนิเวศน์ที่เป็น ทะเลทรายและที่ราบสูงหนาวเย็นย่อมมีผู้อาศัยอยู่น้อยหรือไม่มีเลย เพราะความยากลำบากต่อการดำรงชีวิตและคมนาคมดังนั้นก็พอสันนิษฐานเบื้องต้นด้ว่าชาวจีนส่วนใหญ่ก็มีอาชีพเกษตรและกสิกรรมโดยทำการเพาะปลูกและทำการประมงหรือเลี้ยงสัตว์เพราะอาศัยแหล่งน้ำจากแม่น้ำฮวงโห และแยงซี นิเวศน์เหล่านี้นำมาซึ่งข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์การเมืองของสังคมนั้นๆ เพราะในนิเวศน์ที่สมบูรณ์สามารถบ่งบอกถึงกรรมสิทธิที่ชัดเจนในทรัพย์สินได้ว่ามีมากหรือน้อย? นิเวศน์ที่มีคนอยู่หนาแน่นและขนาดใหญ่ ความชัดเจนของกฎหมายและการปกครองมีมากหรือน้อย? ในชุมชนหนาแน่นขนาดใหญ่การใช้อำนาจทางการเมืองมีสูงหรือต่ำ? และชุมชนขนาดเล็กที่มีคนอยู่ไม่หนาแน่นจะมีความชัดเจนของอำนาจทางการเมืองสูงหรือต่ำ?&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตามความสมบูรณ์ของนิเวศน์ทั้งสองก็มีธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้และบางครั้งก็ทำลายความสมบูรณ์ลงได้เป็นครั้งคราวเช่นภัยจากอุทกภัยโดยเฉพาะแม่น้ำฮวงโหหรือแม่น้ำวิปโยค ที่เกิดอุทกภัยสร้างความเสียหายแก่พืชไร่และชีวิตคนและสัตว์เลี้ยงอย่างมากมาย จึงมีคำพูดว่าเมืองจีนมีมังกรอยู่สองตัวถ้าจักรพรรดิองค์ใดสามารถควบคุมได้ก็จะเป็นจักพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ และมักรทั้งสองตัวก็คือแม่น้ำฮวงโหทางเหนือและแยงซีทางใต้ กษัตริย์ จิ๋นแห่งราชวงศ์ฉินเป็นกษัตริย์องค์แรกของจีนที่ควบคุมมังกรได้ตัวหนึ่งโดยการขุดคลองเชื่อมต่อแม่น้ำแยงซีเพื่อการคมนาคม&lt;br /&gt;วิถีชีวิตของประชาชนจีนในสองนิเวศน์นี้ต่างหรือเหมือนกันอย่างไร? รอบบริเวณสองฝั่งแม่น้ำฮวงโหเป็นที่ราบกว้างใหญ่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกแต่เวลาเกิดอุทกภัย ความเสียหายย่อมเกิดเป็นบริเวณกว้างและมีน้ำขังเป็ระยะเวลายาวนาน ส่วนประชากรรอบๆแม่น้ำแยงซีเป็นที่ราบลุ่มริมเขาเวลาเกิดอุทกภัยหรือเกิดพายุไต้ฝุ่น น้ำจะมาเร็วและไปเร็วความเสียหายจึงต่างกันแต่บริเวณรอบที่ราบแม่น้ำฮวงโหสามารถทำเกษตรกรรมขนาดใหญ่ได้มากกว่าแม่น้ำฮวงโหจึงมีความต้องการเขื่อนขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันน้ำท่วมและชลประทานทำให้เวลาค้นพบทางประวัติศาสตร์จะพบว่าทางเหนือแถบแม่น้ำฮวงโหมีการพัฒนาด้านเครื่องมือทางวัสดุศาสตร์ จากการพัฒนาการถึงอาณาจักรมากกว่าทางใต้ จะเห็นว่าจากระบบนิเวศน์มีส่วนให้จีนทางฮวงโห พัฒนาไปเป็นอาณาจักรหรือจักรวรรดิ แต่ทางใต้บริเวณรอบแยงซีพัฒนาไปเป็นชนเผ่าบริเวณที่มี นิเวศน์อุดมสมบูรณ์มักจะเอื้อให้เกิดช่างฝีมือเพราะเกิดแรงงานส่วนเกินเหมือนคำพูดที่ว่า สามคนทำสี่คนกิน ในครอบครัวหนึ่งจึงเกิดแรงงานส่วนเกินซึ่งตามหลักการของ มาร์กซิส (Marxism) แรงงานส่วนเกินนำไปสู่การผลิตนอกภาคการเกษตร แต่ในบริเวณที่อุดมสมบูรณ์น้อยทำการผลิตอย่างไรก็ยังไม่พอกินโอกาสที่จะเกิดแรงงานส่วนเกินได้ยากดังนั้นแรงงานส่วนเกินในแถบลุ่มน้ำ ฮวงโหจึงเกิดช่างฝีมือเพื่อผลิตอุปกรณ์ต่างๆ ส่วนแรงงานส่วนเกินในแถบแยงซี มักจะถูกบีบบังคับให้เดินทางออกจากถิ่นฐานเดิมไปขยายที่ทำกินในถิ่นใกล้เคียงอื่นๆหรือทำการค้าขายเพราะพื้นที่เดิมมีขนาดไม่ใหญ่เป็นที่ราบลุ่มในหุบเขา&lt;br /&gt;จะเห็นว่าแรงงานส่วนเกินของทั้งสองนิเวศน์มีการนำไปใช้ในการพัฒนาเศรษกิจในแนว ทางที่แตกต่างกันคือในแถบ ฮวงโห มักเกิดช่างฝีมือไม่ต้องอพยพไปหาที่ทำมาหากินใหม่เพราะมีที่ราบกว้างขวางแต่แรงงานส่วนเกินของ ประชากรแถบแม่น้ำแยงซีต่างกันเนื่องจากพื้นที่ที่มีขนาดเล็กและจำกัดถ้าจะขยายพื้นที่หากินก็อาจต้องข้ามเขาไปบุกเบิกที่ใหม่หรือทำให้เกิดการเดินทางหากินต่างถิ่นนำมาซึ่งการค้าขาย ถามว่าทำไมแรงงานส่วนเกินจึงต้องดิ้นรนทำงานในเมื่อ สามคนทำสี่คนกิน? ต้องไม่ลืมว่าแม้พื้นที่รอบๆแม่น้ำทั้งสองสายจะอุดมสมบูรณ์ แต่ภัยธรรมชาติก็นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์ จึงเกิดคำใหม่อีกคำว่า 5 ปีทำได้ 3ครั้ง ตีความว่าในห้าปีมักจะเกิดภัยธรรม ชาติถึงสองครั้งจึงทำเกษตรกรรมได้เพียงสามปีในห้าปี เพื่อความมั่นคงปลอดภัยและรับประกันด้านเศรษฐกิจเป็นแนวคิดด้านการสร้างความมั่นคงและการประกันทางเศรษฐกิจ แรงงานส่วนเกินจึงมีหน้าที่สร้างสิ่งที่รับประกันทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดความมั่นคงของครอบครัวและชุมชนโดยการสร้างหรือการค้าขาย การหาผลิตผลอื่นๆเพิ่มเติมจากความสมบูรณ์เดิม&lt;br /&gt;ดังนั้นการเกิดพ่อค้าหรือการค้าขายอาจเกิดจากการขาดแคลนสินค้าบางอย่างที่ท้องถิ่นนั้นๆไม่มีหรือการสร้างความมั่นคงให้กับระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง ในขณะที่จีนทางเหนือหรือตอนบนก็ยากต่อการพัฒนาเป็นพ่อค้าในยุคนั้นเพราะเป็นอาณาจักรมีการก่อสร้างมากมาย เช่นเขื่อนขนาดใหญ่ จึงมักผลิตช่างฝีมือชั้นสูงที่มีความรู้ในการก่อสร้างมากมาย ตลอดจนการชลประทาน และการสงคราม ดังนั้นวิวัฒนาการของการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าในสองนิเวศน์นี้จึงมีความแตก ต่างกันโดยสิ้นเชิงเหมือนกับมีคนตั้งคำถามว่าทำไมชาวดัชจึงค้าขายเก่งส่วนหนึ่งก็มาจากสภาพ แวดล้อมทางนิเวศน์หรือ ชาวยิวทำไมค้าขายเก่งก็เกิดจากการกระจัดกระจายทางนิเวศน์เช่นกันหรือ อาจเกิดจากสภาพแวดล้อมทางนิเวศน์ที่ทุรกันดารหรือขาดแคลนสินค้าก็ทำให้เกิดการค้าต่างแดนได้ ตัวอย่างเช่นมณฑล “อันฮุย” ซึ่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือติดกับ “ซูโจว” ที่มีชื่อเสียงด้านผ้าแพรไหมอีกด้านติดกับ “เจ้อเจียง” ซึ่งมีเกลือและติดกับ “ฮกเกี้ยน” ซึ่งมีชาคุณภาพดีลงมาทางใต้ที่ติดกับ “เจียงซี หรือ กังไส” ซึ่งมีเครื่องกระเบื้องหรือเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียง “อันฮุย” ซึ่งเป็นเมืองกันดารไม่มีทรัพยากรหรือการผลิตอะไรที่สำคัญจึงต้องทำการค้าขาย เพื่อนำสินค้าที่ เมืองหนึ่งมีไปขายอีกเมืองหนึ่งที่ขาดแคลนและซื้อสินค้าจากเมืองนั้นกลับไปขายอีกเมือง ก็เกิดระบบการค้าข้ามแดนหรือโพ้นทะเลขึ้นได้&lt;br /&gt;กล่าวสรุปได้ว่าการค้าขายของจีนมีเหตุผลมาจาก ระบบนิเวศน์ ประชากรศาสตร์ โครงสร้างสังคม สำหรับจีนโพ้นทะเลในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้พอจะแยกเป็นเชื้อสายใหญ่ๆได้ 5 เชื้อสายคือ ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง แต้จิ๋ว ฮักหรือแคะและเชื้อสายสุดท้ายคือ ไหหลำ ชาวจีนโพ้นทะเล (Oversea Chinese) หมายถึงกลุ่มคนเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่นอกประเทศจีน คนจีนเรีนกว่า “หัวเฉียว” หมายถึงคนจีนโพ้นทะเลที่เกิดในประเทศจีน ชาวจีนมีประวัติการอพยพไปยังดินแดนต่างๆมานานแล้ว ในราชวงค์หมิง ได้ส่งนายพล เจิ้งเหอ และคนจีนนับพันคนเดินเรือไปสำรวจทะเลจีนใต้และมหาสมุทรอินเดียซึ่งส่วนมากเป็นชาวจีนเชื้อสายกวางตุ้งและฮกเกี้ยน ชาวจีนที่เดินทางไปกลับเรือบางส่วนจะอยู่ถาวรในแต่ละถิ่นฐานที่เดินทางไปและไม่เดินทางกลับจีน ส่วนหนึ่งเกิดชุมชนขนาดเล็กในอยุธยาแต่ไม่เกิดการสะสมทุนแต่อย่างใด อีกส่วนหนึ่งของชาวจีนโพ้นทะเลเกิดในช่วงล่าอาณานิคมคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในสมัยของราชวงศ์ชิง อาณานิคมขาดแคลนแรงงานจำนวนมาก มณฑลฮกเกี้ยนและกว้างตุ้งเป็นเมืองที่มีแรงงานส่วนเกินเจ้าอาณานิคมคืออังกฤษจึงบังคับแรงงานจีนในมณฑลทั้งสองไปทำงานในประเทศอาณานิคมต่างๆของอังกฤษ โดยเฉพาะอาณานิคมใน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในสมัยราชวงศ์หมิงจึงมีชาวจีนโพ้นทะเลเดินทางและบางส่วนอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือและใต้ ออสเตรเลียและแคนาดา&lt;br /&gt;ในสมัยอยุธยาก็มีชาวจีนพ้นทะเลเข้ามาตั้งรกรากในไทยแต่ไม่ได้เป็นชุมชนหรือมีการสะสมทุนอะไร การอพยพของจีนโพ้นทะเลที่สำคัญคือระลอกหลังสงครามโลกครั้งที่สองเนื่องจาก เกิดสงครามกลางเมืองในจีน ก็มีจีนส่วนหนึ่งอพยพไปอยู่อังกฤษและฮอนแลนด์ สำหรับชาวจีนโพ้นทะเลในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวนถึง 34 ล้านคนกระจายอยู่ในประเทศต่างๆ เช่น สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และเวียตนาม ซึ่งอพยพเข้ามาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-19 ชาวจีนโพ้นทะเลจะรวมตัวกันเป็นชุมชนตามเมืองต่างๆเรียกว่า ชุมชนชาวจีนหรือ ไชน่าทาวน์&lt;br /&gt;ชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทยถึงปี ค.ศ. 2003 มีสัดส่วนถึง 12% ของประชากรไทยทั้งหมดของประเทศและแทรกตัวอยู่ในวงการเมืองเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ค้าขาย รวมทั้งเชื้อพระวงศ์ก็มีเชื้อสายจีน&lt;br /&gt;คนจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย มีที่มาพอแบ่งได้เป็น 3 ช่วงเวลา คือ&lt;br /&gt;๑. ช่วงอยุธยาและกรุงธนบุรี เป็นชาวจีนที่ส่วนหนึ่งมาตั้งเป็นชุมชนเล็กๆในสมัยอธุธยา ในสมัยกรุงธนพวกจีนแต้จิ๋วช่วยพระเจ้าตากสินในการกู้ชาติ ยังไม่เกิดการสะสมทุนอะไร&lt;br /&gt;๒. ช่วงรัตนโกสินทร์ เกิดชุมชนพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในไทยแต่การสะสมทุนก็เป็นเพียงเล็กน้อย บางช่วงไทยก็มีการนำเข้าชาวจีนโพ้นทะเลมาเป็นนายอากรบ่อนเบี้ย เก็บภาษี ในช่วงที่ไทยต้องการทุนในการทำสงครามกับพม่าในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ชาวจีนไหหลำเป็นชาวจีนโพ้นทะเลกลุ่มท้ายๆที่เข้ามาทำงานเป็นแรงงานสร้างทางรถไฟสายเหนือ ดังนั้นจึงมีคนจีนไหหลำบางส่วนที่ไม่เดินทางกลับกรุงเทพฯแต่กระจายอยู่ตามข้างทางรถไฟ ทำไร่ทำนา บางส่วนที่เดินทางกลับกรุงเทพฯ เป็นช่างฝีมือเป็นส่วนใหญ่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการสร้างความเจริญมากจึงเป็นโอกาสของคนจีนโพ้นทะเลที่เข้ามาทำงานด้านแรงงานในเบื้องต้นแล้วเปลี่ยนไปตามนิเวศน์และสภาพแวดล้อมที่ตนอาศัยอยู่เช่นพวกที่อยู่ริมน้ำก็มีการค้าขายทางเรือ ในสมัยรัตนโกสินทร์มีสถานีค้าขายของคนจีนอยู่ทั่วไปแต่มีจำนวนแต่ละสถานีไม่มากเพียงสถานีละ 2-3 คนเท่านั้น จึงมีคนจีนที่ร่ำรวยแต่ไม่มากพอจะเรียกได้ว่าเป็นการสะสมทุนของจีนโพ้นทะเลในไทย&lt;br /&gt;๓. ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นช่วงสำคัญของการสะสมทุนของจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย จากส่วนหนึ่งที่ทหารญี่ปุ่นนำทองที่ปล้นมาจากการยึดครองจีน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่นำเข้ามาเป็นทุนการทำในสงคราม ก็มีจำนวนหนึ่งที่กลายเป็นทุนทางเศรษฐกิจหลังที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามและอีกส่วนหนึ่งมาจากการถอนตัวออกไปของธุรกิจตะวันตกที่ร่วมทุนกับจีนโพ้นทะเลก็อยู่ในความครอบครองของชาวจีนต่อไปซึ่งเป็นการสะสมทุนที่สำคัญหนึ่งหลังสงคามโลกสมัยจอมพล ป. และสมัยจอมพล สฤษดิ์ ทุนจีนโพ้นทะเลในไทยมีการแข่งขันระหว่างทุนจีนเดิมที่มีความสัมพันธ์กับทหารในช่วงที่สหรัฐ อเมริกาให้ความช่วยเหลือไทยเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ ทหารมีสภาพคล่อง (ด้านทุน) ค่อนข้างสูงขณะเดียวกันรัฐบาลช่วงจอมพล ป. มีนโยบายการลงทุนในรัฐวิสาหกิจเพิ่มมากขึ้นและเกิดการแข่งขันระหว่างทุนเดิมที่พัฒนามาจากการอุปถัมภ์ของทหารกับรัฐบาลที่พัฒนารัฐวิสาหกิจและกลุ่มทหารกึ่งทหารพลเรือนขึ้นมาแข่งขัน การสะสมทุนจีนเด่นชัดมากในช่วงการให้สัมปทาน ข้อหนึ่งที่น่าสนใจของทุนจีนโพ้นทะเลในไทยคือคนจีนไม่สามารถลงทุนในที่ดินหรือมีกรรมสิทธิในที่ดินได้ในสมัยก่อน การสะสมทุนจีนจึงเป็นในรูปของทรัพย์สินหมุนเวียนเร็วคือเงินและทอง ดังนั้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คนจีนจึงมีทุนในการซื้อเครื่องจักรกลและอุตสากรรมต่อเนื่องจากชาวตะวันตก ส่วนทุนไทยเชื้อสายไทยมักมีทรัพย์สินเป็นที่ดิน ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีสภาพคล่องจึงเป็นสาเหตุหนึ่งให้ทุนจีนยิ่งมีการสะสมทุนได้อย่างรวดเร็วในยุคนี้โดย เฉพาะในยุคที่มีการเปิดให้สัมปทานแก่เอกชนในการลงทุน&lt;br /&gt;ความสำคัญของการสะสมทุนจีนโพ้นทะเลในไทยพัฒนาการไปสู่การส่งผ่าน (Transfer) ทุนเหล่านั้นเข้าสู่ระบบการเมืองในรูปแบบต่างๆ ซึ่งพอแยกได้ถึงการพัฒนาการส่งผ่านในรูปแบบต่างๆคือ&lt;br /&gt;๑. การส่งผ่านทุนเพื่อสนับสนุนพรรคการเมือง ในสมัยเผด็จการทหารที่ประชา ธิปไตยยังไม่แบ่งบาน บริษัทเอกชนไม่ได้เล่นการเมืองเองแต่เป็นนายทุนให้แก่พรรคการเมือง บริษัท ธนาคาร และสถาบันการเงินส่วนใหญ่ก็มาจากกลุ่มสะสมทุนจีนโพ้นทะเลไทยเป็นส่วนใหญ่&lt;br /&gt;๒. การส่งผ่านทุนโดยการส่งตัวแทนของกลุ่มทุนเข้าสู้การเมืองเพื่อดูแลกลุ่มธุรกิจเจ้าของทุนกลุ่มธุกิจก่อสร้าง กลุ่มเกษตร กลุ่มอุตสาหกรรม เกิดขึ้นมากหลัง 14 ตุลคม พ.ศ.2516 (ค.ศ.1973)&lt;br /&gt;๓. การเริ่มไม่ไว้วางใจในตัวแทนกลุ่มหลังเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ ปี 2535(ค.ศ.1992) ที่มองเห็นว่าตัวแทนกลุ่มที่ส่งเข้าสู่การเมืองสร้างผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มไม่ได้มาก จึงเกิดแนวคิดตัวใครตัวมันในการส่งผ่านทุนเข้าสู่การเมืองด้วยทุนตัวเองและเข้าสู่การเมืองเอง จนเกิดเป็น บุปเฟ่คาบิเน็ต ในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ เพราะเป็นตระกูลที่มีการสะสมทุนสูงและพร้อมที่จะลงมาเล่นการเมืองเองหรือเป็นทุนขนาดใหญ่ เช่น อดีตนายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นทุนขนาดใหญ่ด้านโทรคมนาคม เป็นการสะสมทุนของจีนโพ้นทะเลเชื้อสายจีน “ฮัก หรือ แคะ” ในรุ่นพ่อบ้างและมาเจริญสูงสุดจากการเข้าสู่ทุนจากธุรกิจสัมปทานของรัฐ&lt;br /&gt;๔. หลังจากการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) ทุนการเมืองเริ่มเปลี่ยนมาเป็นการใช้ตัวแทนแบบ Nominee เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบตามข้อกฏหมายรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 (ค.ศ.2007) และการรับโทษในคดีอาญาของนักการเมือง ที่ ดร.ทักษิณ ต้องรับโทษ&lt;br /&gt;ทุนจีนโพ้นทะเลที่พัฒนาและส่งผ่านเข้าสู่การเมืองมีการพัฒนการต่อไปตาม บริบทของ กฏกติกาของกฏหมายและรัฐธรรมนูญ ดังนั้นในอนาคตตราบใดที่การเมืองกับทุนยังแยกกันไม่ได้กับระบบการเมืองไทย ที่ต้องอาศัยระบบอุปถัมก์ ทุนและการเมืองย่อมมีการพัฒนาไปตามบริบทของกฏกติกาของไทย&lt;br /&gt;พอสรุปได้ว่าจีนโพ้นทะเลเข้าสู่สังคมไทยในแต่ละช่วงแต่ละสมัยก็มีช่องว่าง ทางการตลาดที่แตกต่างกัน จึงเอื้อให้เกิดอำนาจในการสะสมทุนที่แตกต่างกัน ตอนที่เป็นสถานีการค้าก็ยังไม่มีการสะสมทุน คนที่เป็นขุนนางในราชสำนัก ไทยก็มีเพียงการโดยสารพ่วงเรือค้าขาย เริ่มมีการสะ สมทุนบ้าง คนจีนที่เข้ามาเป็นนายภาษีอากร ก็อีกแบบหนึ่ง การผูกขาดค้าฝิ่นก็เริ่มสะสมทุนได้มากเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังน้อยกว่ายุคสะสมทุนจากสัมปทานของรัฐ การรับช่วงธุรกิจจากยุโรป ตะวันตก ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลและการสะสมทุนหลังสงครามโลกครั้งที่สองมีการขยายตัวของการสะสมทุนได้มาก ดังนั้นการสะสมทุนจีนโพ้นทะเลในไทยจึงขึ้นอยู่กับโอกาสและเงื่อนไขของเหตุการณ์ ไม่ได้อยู่ว่าเป็นจีน แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะ กวางตุ้ง หรือไหหลำหรือชุดวัฒนธรรมหนึ่ง&lt;br /&gt;จีนโพ้นทะเลในภูมิภาคอื่นหรือเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีการสะสมทุนตามบริบทของ นิเวศน์ สภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมืองของประเทศนั้นๆ ซึ่งก็จะมีการค้าขายหรือทำธุรกิจตามช่องว่างของการตลาดในประเทศนั้นๆแต่ก็เป็นทุนจีนโพ้นทะเลที่สำคัญในการขยายเศรษฐกิจของประเทศจีนในช่วงต้นๆของการเปิดประเทศ ของเติ้ง เสี่ยว ผิง เช่น ทุนกวางตุ้งที่สะสมอยู่มากมายในฮ่องกง ก็กลับไปลงทุนในเขตพิเศษที่ เซินเจิ้น กับ จูไห่ ส่วนทุนฮกเกี้ยนที่เป็นทุนที่สะสมอยู่มากมายในไต้หวัน และกลุ่มอาเซียน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และ อินนีเซีย ในเขตพิเศษ ซัวเถา หรือ ซันโถ เป็นเขตดึงดูดทุน แต้จิ๋ว ที่เป็นทุนสะสมอยูในเอเซียอาคเนย์เช่นกัน เช่น ในไทย ลาว กัมพูชา และ เวียตนาม ส่วนทุนไหหลำ มีอยู่ทั่วโลก ทุนจีนโพ้นทะเลมีคุณูปการต่อการพัฒนาเศรษกิจจีนในช่วงเปิดประเทศใหม่ๆ หรือกล่าวได้ว่าในทศวรรษแรกๆที่จีนเปิดประเทศปีค.ศ. 1979 การลงทุนจากต่างประเทศในจีนช่วงแรกส่วนใหญ่ล้วนมาจาก “ทุนจีนโพ้นทะเล”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสืออ่านประกอบ ตามเนื้อหาของบันทึกคำบรรยาย&lt;br /&gt;1. รศ. ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์. ความคืบหน้าการเจรจาเขตการค้าเสรีของไทย และ Strategic Economic War Game เอกสารประกอบการบรรยาย วิชา.รม 614 เศรษฐศาสตร์การเมืองไทย โครงการปริญาโทสาขาวิชาการเมืองการปกครอง สำนักบริหาร คณะรัฐศาสตร์ ภาค 2/2551&lt;br /&gt;2. รศ. ดร.สมภพ มานะรังสรรค์. จีน มหาอำนาจในศตวรรษที่ 21 เศรษฐกิจหลังยุคปฏิรูปกรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2546.&lt;br /&gt;3. รศ. ดร.สมภพ มานะรังสรรค์. ทุนโลกบุกจีน กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มติชน, 2551.&lt;br /&gt;4. รศ. ดร.สมภพ มานะรังสรรค์. ธุรกิจ จีน ในต่างแดน กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มติชน, 2551.&lt;br /&gt;5. รศ. ดร.สมภพ มานะรังสรรค์. Thailand and Global Economy เอกสารประกอบการบรรยาย วิชา.รม 614 เศรษฐศาสตร์การเมืองไทย โครงการปริญาโทสาขาวิชาการเมืองการปกครอง สำนักบริหาร คณะรัฐศาสตร์ ภาค 2/2551&lt;br /&gt;6. รศ. ดร.สมภพ มานะรังสรรค์. Thailand and Global Economy เอกสารประกอบการบรรยาย วิชา.รม 614 เศรษฐศาสตร์การเมืองไทย โครงการปริญาโทสาขาวิชาการเมืองการปกครอง สำนักบริหาร คณะรัฐศาสตร์ ภาค 2/2551วีณา ศรีธัญรัตน์ อารยะธรรมตะวันออกและตะวันตก กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร, 2548.&lt;br /&gt;7. วรศักดิ์ มหัทธโนบล. เศรษฐกิจการเมืองจีน กรุงเทพมหานคร: สถาบันเอเซียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2549.&lt;br /&gt;8. ผศ. พรชัย ตระกูลวรานนท์. เศรษฐศาสตร์การเมืองไทย เอกสารประกอบการบรรยาย วิชา.รม 614 เศรษฐศาสตร์การเมืองไทย โครงการปริญาโทสาขาวิชาการเมืองการปกครอง สำนักบริหาร คณะรัฐศาสตร์ ภาค 2/2551อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์. การศึกษาเปรียบเทียบบทบาทสหรัฐต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจไทย ทศวรรษ 1960 และ 1990 กรุงเทพมหานคร: สถาบันเอเซียศึกษา, 2544.&lt;br /&gt;9. Dr. Sompop Manarungsan. US Financial Melt-Down: Causes and Consequences .Faculty of Economics. Chulalongkorn University.&lt;br /&gt;10. &lt;a href="http://en.wikipedia.org/"&gt;http://en.wikipedia.org/&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn1" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftnref1" name="_ftn1"&gt;[1]&lt;/a&gt; Wu แปลว่า not being, not have หรือ without และ Wei แปลว่า act, do, govern or effort, serve as Wu Wei คือ การกระทำตามธรมชาติ เช่น การโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ โดยดวงอาทิตย์ไม่ได้ทำอะไร เต๋า มองว่า ดาวเคราะห์ “do” this revolution, but without “doing” it. ในทางเศรษฐกิจการเมืองคือปล่อยให้ประชาชนทำตามธรรมชาติของมันเช่นการค้าขายโดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐ&lt;br /&gt;&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn2" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftnref2" name="_ftn2"&gt;[2]&lt;/a&gt; เกิดในสมัยจักรพรรดิ ฮั่นหวู่ตี้ (Wu Ti) ปี 138 ก่อนคริสต์ศักราช เป็นเส้นทางค้าขายระหว่างจีน และ ตะวันตก ชาวตะวันตกสนใจผ้าไหมจีน และ จีนก็สนใจม้าของตะวันตก&lt;br /&gt;&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn3" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftnref3" name="_ftn3"&gt;[3]&lt;/a&gt; ตัวชี้วัดหนึ่งของเศรษฐกิจจุลภาค คือ ต้นทุนรวมของการผลิต หรือ บริการ Total cost = Fixed cost + Variable cost&lt;br /&gt;&lt;a title="" style="mso-footnote-id: ftn4" href="http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2333564724519959606#_ftnref4" name="_ftn4"&gt;[4]&lt;/a&gt; GDP โลก USD 42 Trillion (ล้านล้าน) และ GDP ของสหรัฐฯ USD 13.7 Trillion (ล้านล้าน) ในปี 2006 และ GDP โลกในปี 2007 เป็น USD 54.48 ล้านล้าน, GDP ของสหรัฐ USD 16.9 ล้านล้าน &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2333564724519959606-2845391508550574109?l=kaewkerd.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kaewkerd.blogspot.com/feeds/2845391508550574109/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://kaewkerd.blogspot.com/2008/12/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2333564724519959606/posts/default/2845391508550574109'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2333564724519959606/posts/default/2845391508550574109'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaewkerd.blogspot.com/2008/12/blog-post.html' title='1. รม.614 เศรษฐศาสตร์การเมืองไทย'/><author><name>ตรัยรัตน์ แก้วเกิด</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04836047754532497609</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://2.bp.blogspot.com/_NU-332ak8BY/SYJZSrnvqlI/AAAAAAAAC2s/vqm86ALf3zE/S220/IMG_1144.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
